บ้านสมุนไพรชัยมงคล
http://www.chlorophyll.tht.in
  

คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % พลังสีเขียวจากอัลฟัลฟ่าสด อาหารอายุวัฒนะ คลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้บริสุทธิ์ 100 % เต็ม ( Pure Chlorophyll ) สอบถามผลิตภัณฑ์ ติดต่อ คุณเขมจิรา จิตมงคล โทร. 086-0366174 (AIS) , 086-3318914 (True) , 081-4207481 (Dtac)ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด                                                                                                                                                                                                                                                                                                      
 
 สถิติวันนี้ 3 คน
 สถิติเมื่อวาน 456 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
12222 คน
75608 คน
249138 คน
เริ่มเมื่อ 2012-09-30



ข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่ควรทราบ
 

 
 


 
 
  1. โรคมะเร็ง
  2. โรคเบาหวาน
  3. โรคตับและโรคมะเร็งตับ
  4. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS)
  5. โรคหัวใจ
  6. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  7. โรคความดันโลหิตสูง
  8. โรคไตที่ไม่ใช่อาการไตวายเรื้อรังหรือเคยฟอกไตมาแล้ว
  9. โรคตาต้อ
  10. โรคงูสวัด (Herpes zoster)
  11. โรคเริม (Herpes simplex)
  12. โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย
  13. โรคข้ออักเสบ ปวดกระดูก โรคเก๊าต์
  14. โรคกระเพาะ
  15. โรคภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด
  16. โรคไซนัสอักเสบ
  17. ลำไส้อักเสบ และอาหารเป็นพิษ
  18. อาการนอนไม่หลับ
  19. อาการเจ็บคอ และ ต่อมทอนซิลอักเสบ
  20. ภาวะเลือดกำเดาไหลบ่อย
  21. โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม
  22. สำหรับผู้ที่สุขภาพแข็งแรง
  23. ทำไมเราจึงแก่ ?
  24. โรคหูอักเสบ
  25. โรคกรดไหลย้อน
  26. โรคริดสีดวงทวาร
  27. โรคกล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis)
  28. โรคไมเกรน (Migraine Headache) ปวดศีรษะข้างเดียว
  29. วัยทอง โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน (Menopausal syndrome)
  30. ตกขาว มีกลิ่นภายใน ปัญหาสุขภาพผู้หญิง (Female Problems)
  31. ปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบ
  32. กลั้นปัสสาวะ กลั้นอุจจาระไม่ได้
  33. โรคมะเร็งปากมดลูก
 
     
 

• โรคมะเร็ง

ในปัจจุบัน เราแบ่งแยก การเจ็บป่วยได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ โรคที่เกิดจากอาการติดเชื้อ ตัวอย่าง เช่น โรคไข้หวัด 2009 โรคไข้เลือดออก โรคไข้มาเลเรีย เป็นต้น และกลุ่มที่สองโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคเกี่ยวกับตับ ไต หัวใจ ปอด ระบบไขกระดูก ระบบหมุนเวียนโลหิต เป็นต้น คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % จะช่วยฟื้นฟูสภาวะการเสื่อมของเชลล์ในร่างกายให้กลับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังตัวอย่างการมีประสิทธิภาพต่อโรค ดังต่อไปนี้

โรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัว ในยุคของเรา และทำลายชีวิตสูงเป็นอันดับสองทั้งๆ ที่มีการค้นคว้าและทดลองมาก แต่มนุษย์เป็นจำนวนมากก็ยังต้องตายเพราะโรคมะเร็ง มะเร็งเกิดจากเซลล์ร่างกายปกติที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง สารก่อมะเร็ง เช่น รังสี และสารพิษต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากนี้ สารเบนซ์ไพรีน (Benzpyrene) ที่พบในเนื้อย่าง เนื้อเผา ก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน สารก่อมะเร็งนี้เราเรียกว่า อนุมูลอิสระ เกิดขึ้นได้โดยขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (Metabolism) ในคนปกติการเกิดอนุมูลอิสระจะถูกควบคุมเอาไว้ แต่ถ้าหากมีอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายมากผิดปกติ ตัวอนุมูลอิสระนี้จะไปทำลายเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

สาเหตุในอดีตเชื่อกันว่า อาหารหมักดองที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อราที่มีแอฟลาทอกซิน เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งทางเดินอาหาร แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ อาหารที่ปนเปื้อนสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ยาปฏิชีวนะที่นำมาผสมในอาหารสัตว์ สิ่งเหล่านี้คนไทยพากันบริโภคเข้าไปแบบหลีกเหลี่ยงไม่ได้

เซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติ กลายเป็นก้อนเนื้อร้ายบุกรุกทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง และกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ สาเหตุอาจเกิดจากภายในร่างกาย เช่น กรรมพันธ์ที่ผิดปกติ ความไม่สมดุลทางฮอร์โมน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การระคายเคืองที่เกิดขึ้นช้าๆ เป็นเวลานาน ภาวะโภชนาการ หรือเกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น สารเคมีบางชนิด ได้แก่ สารเคมีในควันบุหรีและเขม่ารถยนต์ สารพิษจากเชื้อรา สารพิษจากการย่างรมควันอาหาร สีย้อมผ้า สารเคมีบางอย่างที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม รังสีต่างๆ รวมทั้งรังสีอุลตราไวโอเลตในแสงแดด หรืออาจเกิดจาก จุลินทรีย์ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (มะเร็งตับ) ไวรัสฮิวแมนเพ็พปิลโลมา (โรคมะเร็งของเซลล์ เยื่อบุต่างๆ เช่น โรคมะเร็งปากมดลูก) ไวรัสเอนสไตน์บาร์ (มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งโพรงจมูก) พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ (มะเร็งท่อน้ำดีตับ) เมื่อร่างกายได้รับสิ่งก่อมะเร็ง จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและในที่สุดเซลล์ปกติก็จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าระบบภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถทำลายเซลล์นั้นได้ เซลล์มะเร็งก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นก้อนมะเร็งต่อไป

จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก มะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งตับ ส่วนในผู้หญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก

สถาบันมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินผัก ผลไม้ พืชสีเขียว ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เนื่องจากผักและผลไม้มีสารพฤกษเคมี (สารไอโซฟลาโวน และ สารชาโบนิน) ทำหน้าที่ยับยั้งมะเร็งเต้านม ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

สัญญาณอันตราย 7 ประการ

1. มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย เช่น มีตกขาวมากเกินไป

2. มีก้อนหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกาย และก้อนนั้นโตเร็วผิดปกติ

3. มีแผลเรื้อรัง

4. มีการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติ หรือเปลี่ยนไปจากเดิม

5. เสียงแหบ หรือไอเรื้อรัง

6. กลืนอาหารลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

7. มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน เช่น โตผิดปกติ

คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % มีประสิทธิภาพต่อโรคมะเร็งอย่างไร ?

ในคลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่า มีเอ็มไซด์ ชื่อ เปอร์ออกซิเดส ทำหน้าที่ สลายอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้คลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่ายังมีไวตามินที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เป็นจำนวนมาก เช่น ไวตามินเอ , ไวตามินซี และไวตามินอี ซึ่งช่วยกำจัดสารก่อมะเร็งอีกด้วย

การที่ไวตามินเหล่านี้ทำงานร่วมกับเอ็มไซม์เปอร์ออกซิเดส จึงทำให้คลอโรฟิลล์ จากอัลฟัลฟ่ามีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสารก่อมะเร็งมากกว่าการใช้สารเพียงตัวใดตัวหนึ่ง คลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติต่อต้านออกซิเดชั่นและกำจัดอนุมูลอิสระ จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็ง การบริโภคคลอโรฟิลล์จะทำให้มีภูมิต้านทานโรคเหล่านี้ เพราะในโลกปัจจุบันมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ สารก่อมะเร็งและอนุมูลอิสระล้อมรอบตัวเราอยู่ในทุกขณะ

อาหารของโรคมะเร็งก็คือ การรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไขมัน เกลือ น้ำตาล น้ำมัน เนย นม ขนมปังที่ทำจากแป้งขัดสี เนื่องจากอาหารเหล่านี้คือ เสบียงอาหารชั้นดีของเซลล์มะเร็ง ทำให้เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต่างจากการให้สารอาหารจากพืชผักทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถนำเสบียงอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงตัวมันเองได้ เซลล์มะเร็งหากขาดเสบียงอาหารหล่อเลี้ยง นับวันก็จะค่อยๆ ตายไปทีละน้อย เนื่องจากขาดสารอาหารจนในที่สุดก็ต้องสลายตัวไปเอง โดยการฝ่อไปในที่สุด

การปฏิบัติตัวอย่างไรไกลโรคมะเร็ง

พึงดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน เนื่องจากทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

รับประทานผักผลไม้สดให้ได้มากที่สุด ในแต่ละวัน จากคำแนะนำต้องบริโภคผักสดปลอดสารพิษให้ได้วันละ 1-2 กิโลกรัม เพื่อได้รับสารอาหารที่เพียงพอ (ถ้าไม่สามารถรับประทานได้ให้ใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์จากพืชผักทดแทน) ตัวอย่างผักที่ควรรับประทาน เช่น ผักตระกูลกระหล่ำ (กระหล่ำปลี กระหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บร๊อกโคลี่) ข้าวโพด เมล็ดธัญพืชอื่นๆ อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน และไวตามินเอสูง สามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหารได้

ข้อควรงดเว้น

• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์

• งดการรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด และร้อนจัด

• งดอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว เช่น กะทิ ของทอดๆ

• งดอาหารรมควันหรืออาหารที่ใช้วิธีถนอมโดยหมักเกลือ เช่น ปลาร้า

• งดอาหารหมักดอง เนื่องจากเป็นเสบียงอาหารของ เซลล์มะเร็ง

• งดสารเจือปนที่ใช้ในการผลิตอาหาร เช่น สารกันบูด สารปรุงแต่งสี กลิ่น รส และสารที่ทำให้เนื้อนุ่มอร่อย

• ไม่รับประทานถั่วทุกชนิดที่เก่าเก็บ เพราะมีสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

• งดเนื้อสัตว์ และเลือดสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แหนม เนื่องจากการรับประทานอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่มาจากอาหารสัตว์ทุกชนิด เพราะเป็นการส่งเสบียงให้เซลล์มะเร็ง

• ไม่กินหมาก และไม่จุกยาฉุน รวมถึงการสูบบุหรี่

• หลีกเหลี่ยงอาหารไหม้เกรียมจากการปิ้งย่าง

• ยาต้มและ ยาผีบอกทุกชนิด เนื่องจากจะเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เนื้อร้ายโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

• ปลารับประทานได้ ยกเว้น ปลาไหล และปลาสลิด ที่เลี้ยงแบบไม่เป็นธรรมชาติ

• งดแตงโมที่มีเนื้อแดงๆ

• หลีกเหลี่ยงอาหารรสจัด และอาหารทำลายไขกระดูกทุกชนิด เช่น น้ำอัดลมทุกชนิด ผงชูรส ยาฆ่าแมลงจากผัก

• งดอาหารหวานทุกประเภทที่มีน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลอื่นๆ เพื่อตัดวงจรของเซลล์มะเร็ง เป็นแนวทางของธรรมชาติบำบัดซึ่งอาจแตกต่างจากแพทย์แผนปัจจุบัน

• งดรับประทานอาหารค้างคืน ให้รับประทานอาหารที่ปรุงใหม่ทุกครั้ง

• งดขนมปังขาว เพราะขนมปังเหล่านี้มีสารกันบูด มีเนย นม และแป้งที่ขัดสีแล้ว เป็นอาหารชั้นดีของเซลล์มะเร็ง

• ผักที่ใช้ในการปรุงอาหารต้องเป้นผักปลอดสารพิษ ไร้ยาฆ่าแมลง แม้จะมีราคาสูงกว่าผักตามท้องตลาดโดยทั่วไป แต่เพื่อความปลอดภัยของชีวิต และสุขภาพที่ดี หายป่วยไว แต่ควรล้างให้สะอาดด้วย

ข้อควรปฏิบัติ

• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง

• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์พวก ผัก ผลไม้ต่างๆ

• ควรออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน เช่น เดิน หรือวิ่งเหยาะๆ การบริหารร่างกายในท่าพื้นฐาน ควรออกกำลังกายตอนเช้าในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อจิตใจที่เบิกบาน พร้อมที่จะต่อสู้กับโรคร้าย

• ดื่มน้ำมากๆ วันละ 2 – 3 ลิตร

• ควรสวมหน้ากากป้องกันเชื้อโรค เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและพบกับภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ ได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย และสำหรับโรคมะเร็งทางออกที่ดีที่สุดไม่ควรออกไปข้างนอกหรือไปในที่ชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากผู้อื่น

เรื่องของคีโมที่น่ารู้ (เคมีบำบัด)

• โรคมะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรง แต่ผลของคีโมหรือเคมีบำบัดนั้นร้ายแรงกว่าโรคมะเร็งหลายเท่า ผู้ป่วยที่ได้เคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งนั้น จะได้รับความทรมาน แต่ก็ต้องอดทนเพื่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปและหายจากโรคมะเร็งนี้

• การใช้เคมีบำบัดก็คือ “การใช้เคมีเพื่อเช้าไปทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายของผู้ป่วยให้มีขนาดเล็กลงและหมดไป” แต่หากผู้ป่วยอ่อนแอมากๆ ก็ไม่สามารถทนต่อการใช้เคมีบำบัดได้ จึงเสียชีวิตก่อน นั่นก็หมายความว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยเคมีบำบัดไม่ได้เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง การให้เคมีบำบัดของแพทย์นี้น ทำได้โดยการฉีดเข้าเส้นเลือด หรือเป็นยารับประทาน บางครั้งใช้น้ำฉีดและรับประทาน เพื่อให้ไปทำลายเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต นั้นก็หมายความว่า การรักษาโดยใช้คีโม นั้นจะทำลายเซลล์ไม่เลือกหน้าทั้งเซลล์ดีและเซลล์ร้าย (เซลล์มะเร็ง) เซลล์มะเร็งที่อ่อนแอต้านไม่ไหวก็จะถูกทำลายไปและเซลล์ปกติที่อ่อนแอก็จะถูกทำลายไปพร้อมกับเซลล์มะเร็งเช่นเดียวกัน คนทั่วไปจึงรับรู้ว่าผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการให้คีโมมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นกับร่างกายหลายอย่าง

• การแพทย์ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างการวิจัยการใช้เคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้เฉพาะที่ และเซลล์ดีได้รับความเสียหายน้อยลง สำหรับในการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และแต่ละชนิดของยาที่ใช้รวมถึงขั้นของมะเร็งที่เป็น บางคนใช้เคมีบำบัดเพียง 3 เดือน แต่บางคนใช้ถึง 2 ปี เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังดื้ออยู่ให้หายไปในที่สุด ระหว่างการรักษานั้นผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานกับผลข้างเคียง ถ้าโชคดีไม่แพ้เคมีบำบัดมากเท่าไหร่ร่างกายก็จะทนการทำลายของเคมีนั้นได้

• สำหรับผลข้างเคียงของการใช้คีโม ส่วนมากจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ เริ่มมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมานอกจากโรคมะเร็งแล้ว ยังมีภาวะแทรกซ้อนของโรคไม่ว่าจะเป็นโรคปอด ไข้หวัด ความดันโลหิต โรคหัวใจล้มเหลว เป็นต้น แต่สำหรับโรคมะเร็งแล้วคีโมมีทั้งข้อดีข้อเสียซึ่งส่งผลเกือยเท่าๆ กัน หากร่างกายส่งผลต่อเคมีบำบัดได้ก็จะส่งผลดี แต่หากลองแล้วไม่ตอบสนอง ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนเคมีบำบัดชุดใหม่ที่มีฤทธิ์ทำลายล้างเซลล์มะเร็งที่รุนแรงกว่าเดิม และอาจส่งผลให้ร่างกายภูกทำลายมากยิ่งขึ้น ผลข้างเคียงที่ร่างกายได้รับก็จะมากขึ้นตามไปด้วย จริงๆ แล้วผลข้างเคียงการให้คีโมนั้นมันเป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคน ดังนั้นเมื่อรู้สึกเจ็บปวดตามส่วนไหนของร่างกายก็แล้วแต่ จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะผู้ป่วยทุกคนต้องเจอสภาพแบบนี้ แต่หากไม่เกิดอาการใดๆเลยนั้นคือไม่ปกติ อาจเป็นเพราะร่างกายไม่ตอบสนองกับยาที่ให้จึงต้องเปลี่ยนยาใหม่และเริ่มต้นใหม่กับการให้เคมีบำบัดอีกครั้ง ผู้ป่วยหลายคนจึงกลัวความทรมานที่จะได้รับ ซึ่งอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้คือ

อาการคลื่นไส้อาเจียน เนื่องมาจากเคมีบำบัดทำปฏิกิริยาต่อระบบทางเดินอาหาร จึงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนสร้างความทรมานให้แก่ผู้ป่วย เนื่องจากไม่สามารถรับประทานอาหารได้ และยังทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบเนื่องจากการอาเจียนบางรายอาจมีอาการเลือดออกในทางเดินอาหารได้

เม็ดเลือดขาวต่ำ เคมีบำบัดส่งผลกระทบต่อปริมาณเม็ดเลือดขาวในไขกระดูกอย่างมาก โดยมันจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวในไขกระดูกจนมีจำนวนลดลงในช่วง 10 วันหลังจากได้รับเคมีบำบัดเข้าไปในร่างกาย ซึ่งในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างมาก เนื่องจากผู้ที่คอยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายอย่างเม็ดเลือดขาวได้ลดปริมาณลง ทำให้มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการป้องป้องร่างกายจากเชื้อโรคได้ ช่วงที่ให้เคมีบำบัดนี้จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่ายอีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในร่างกายเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยจึงมีโอกาสเสียชีวิตระหว่างการให้เคมีบำบัดได้

มีอาการร้อนใน เป็นแผลในช่องปาก เนื่องมาจากผลของเคมีบำบัดที่เข้าไปทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ จนทำให้เกิดแผลในช่องปาก

มีอาการผมร่วง เนื่องมาจากผลของเคมีบำบัดที่เข้าไปทำลายเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย จนเกิดความอ่อนแอส่งผลให้เซลล์ที่รากผลอ่อนแอ และหลุดร่วงได้ง่ายกว่าปกติ

ผิวหนังไหม้อักเสบ ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดนั้น มักส่งผลให้เกิดผิวหนังไหม้หรือหมองคล้ำผิดปกติ และสภาพผิวในช่วงนั้นจะอ่อนแอลงอย่างมาก มีความไวต่อแสงสูง จึงทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบและแพ้แสงแดดอย่างรุนแรงจนเกิดอาการไหม้ อีกทั้งการอักเสบของผิวหนังยังมาจากการตายของเซลล์ผิวหนังที่เกิดจากเคมีบำบัดเข้าไปทำลายอีกด้วย จึงสังเกตได้ว่าผู้ป่วยจะมีผิวที่ไม่สดใส และหม่นหมอง เหี่ยวย่น เนื่องจากเซลล์ผิวหนังถูกเคมีบำบัดทำลาย

มีอาการท้องผูก อาการท้องผูกเป็นอาการที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากเคมีบำบัด ซึ่งร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

มีอาการท้องเสีย บางคนอาจเกิดอาการท้องเสียหลังจากการให้เคมีบำบัด

ประจำเดือนไม่มา ผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์นั้น หลังจากการให้เคมีบำบัดอาจส่งผลต่อการมีประจำเดือน เนื่องจากร่างกายไม่อยู่ในภาวะปกติ ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากฤทธิ์ของเคมีบำบัด

เกิดอาการเบื่ออาหารและนอนไม่หลับ เนื่องจากรับประทานอาหารแล้วมีอาการอาเจียนออกมาหมด ขมคอ น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลทำให้ร่างกายอ่อนแอมากยิ่งขึ้น จนบางรายไม่สามารถเข้ารับการักษาด้วยเคมีบำบัดได้ต่อ เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายของผู้ป่วยรับไม่ได้และซ๊อคไปเสียก่อน

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชัก ซึมเศร้า มีการเกร็งผิดปกติ

มีอาการบวมผิดปกติบริเวณ ใบหน้า แขนขา

มีอาการเหนื่อยหอบแน่นหน้าอก

บางรายอาจปัสสาวะเป็นเลือด

อาจมีผื่นขึ้นตามตัว

• ทุกๆ คนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฏด้วยวิธีการตรวจตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซลล์ (1,000,000,000 เซลล์) ดังนั้นเครื่องมือแพทย์ที่บอกว่าไม่มีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วนั้น หมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลล์มะเร็งได้ เพราะจำนวนเซลล์มะเร็งมีน้อยเกินไป

• เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ครั้ง – 10 ครั้ง ในช่วงอายุคนๆ หนึ่ง แต่เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลล์มะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัว และกลายเป็นเนื้องอก

• ใครก็ตามที่เป็นโรคมะเร็ง นั่นคือคุณกำลังมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ (สารอาหารที่ได้รับ) หรืออาจเกิดจากยีนส์ สภาวะแวดล้อม อาหาร และปัจจัยอื่นๆ ในการดำรงชีวิต

• เพื่อที่จะเอาชนะภาวะความบกพร่องทางด้านโภชนาการ (สารอาหาร) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหาร รวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น

• การทำคีโม คือ การให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำลายเซลล์ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก และทำลายระบบทางเดินอาหาร และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด และ อวัยวะอื่นๆ

• การฉายหลังสี แม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะอื่นๆ

• การบำบัดโดยใช้คีโม และการฉายรังสี มักช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆ จะพบว่าไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลล์เนื้องอก

• เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็ถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆ นั้นอาจตกอยู่ในภาวะอันตราย จากการติดเชื้อหลายชนิด และทำให้โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น

• วิธีการทำสงครามกับเซลล์มะเร็ง ก็คือ การไม่ให้เซลล์มะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว และเจริญเติบโต อธิบายได้ว่าเมื่อเซลล์มะเร็งไม่ได้รับอาหาร และนานวันเข้าก็จะฝ่อตัวไปเอง

• การทำคีโม และการฉายรังสี อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

• ธรรมชาติบำบัดกับโรคมะเร็ง

• น้ำตาล คือ อาหารของโรคมะเร็ง การตัดน้ำตาล คือ การตัดแหล่งอาหารที่สำคัญที่จ่ายให้กับเซลล์มะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น “นิวตร้าสวีต” “อีควล” “สปูนฟูล” ล้วนทำมาจากสารที่ให้ความหวานซึ่งเป็นอันตราย แต่ควรใช้สารทดแทน ซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่า เช่น น้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ควรใช้ปริมาณน้อยๆ

• สารฟอกขาว ที่มีอยู่ใน เกลือสำเร็จรูป ควรหันไปใช้ ”แบรกอะมิโน” หรือ เกลือทะเลแทน

• สารฟอกขาว ที่มีอยู่ใน น้ำตาลทรายขาว ก็เช่นกัน ควรหันไปใช้ “น้ำตาลทรายแดง” แทนแต่น้ำตาลกับผู้ป่วยโรคมะเร็งก็ยังคงเป็นแหล่งอาหารของเซลล์มะเร็งอยู่ดี จึงควรงด

• นม เป็นสาเหตุให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลล์มะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลล์มะเร็งไม่ได้รับอาหาร

• อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ สร้างสภาวะกรดขึ้น เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เป็นกรด ดังนั้นการรับประทานเนื้อปลาจึงดีที่สุด รองลงไปคือ เนื้อไก่ สามารถแทนเนื้อหมูได้ แต่อันตรายเกิดจากในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนฝังหัวไก่ ที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และปริมาณปรสิตบางประเภทที่ตกค้างอยู่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นโรคมะเร็ง

• อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80 % และอีก 20 % ที่ทำมาจากพืชจำพวกถั่ว โดยน้ำผักสดจะให้เอ็มไซม์ ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่าย และซึมสู่ระดับเซลล์ภายใน 15 นาที เพื่อให้ได้เอ็มไซม์ในการสร้างเซลล์ดี ดังนั้นจึงพยายามให้ดื่มน้ำผักสด และรับประทานผักดิบวันละ 2-3 ครั้ง ต่อวัน เนื่องจากความร้อนจะทำลายเอ็มไซม์ต่างๆ ที่อุณหภูมิ 140 ฟาเรนไฮน์ หรือ ประมาณ 40 เซลเซียล

• หลีกเลี่ยง น้ำชา กาแฟ ซ๊อคโกแล๊ต ซึ่งมีคาแฟอีนสูง น้ำดื่มให้เลือกน้ำบริสุทธิ์ หรือน้ำที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงสารท๊อกซิน และโลหะหนักบางชนิดในน้ำประปา ส่วนน้ำกลั่นที่มีสภาพเป็นกรด ควรหลีกเลี่ยง

• โปรตีนจากเนื้อสัตว์จะย่อยยาก และต้องการเอ็มไซม์หลายชนิดมาช่วยย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่า และมีความเป็นพิษมากขึ้น เนื้อสัตว์จะย่อยได้ 67 % ส่วน อีก 33 % จะตกค้างอยูในร่างกายและบูดเน่า ( อ้างอิง จากคำบรรยาย ดร.สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์)

• การงดรับประทานเนื้อสัตว์ หรือพยายามรับประทานให้น้อยลง จะทำให้เอ็มไซม์เหลือมากพอ เพื่อจะมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนเยื่อหุ้มเซลล์มะเร็ง จะช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น

• มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกายและจิตวิญญาณ การป้องกันโดยการคิดเชิงบวก จะช่วยให้เราสามารถอยุ่รอดจากการทำสงครามกับโรคมะเร็งได้ ความโกรธ การรู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด และมีสภาวะเป็นกรดมากขึ้น ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณ แห่งการให้อภัยเรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย และมีความสุขกับชีวิต การทำสมาธิจึงมีประโยชน์มากทางด้านจิตใจ สำหรับข้อนี้ลองศึกษาวิธีทำสมาธิดู

• สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค เช่น สาร IP6 (inositol hexaphoshate หรือ phytic acid) , สาร Flor-essence , สาร Essiac , สาร แอนตี้ – ออกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAS ฯลฯ เพื่อช่วยให้เซลล์ของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆ เช่น วิตามิน E เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซลล์ หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลล์ที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

• เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมากได้

อธิบายเรื่องของระบบเลือดและการนำพาออกซิเจนเข้าสู่เซลล์

เมื่อเจาะเลือดมาขยายดูในกล้องจุลทรรศน์ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะพบว่าเม็ดเลือดแดงกระจายกันอยู่ในน้ำเลือดพลาสม่า ( Plasma) เม็ดเลือดแดงแต่ละตัวมีลักษณะกลมและแบนคล้ายขนมโดนัท ส่วนที่แบนทั้งสองด้านจะเว้าตรงกลางซึ่งสำคัญมาก เพราะส่วนเว้านี้คือ พื้นที่ผิวทำปฎิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ แลกเปลี่ยนอาหาร ตลอดจนการขับถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ

ผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เม็ดเลือดแดงจะจับกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนสลับกันกับน้ำเลือดพลาสม่าที่ไม่มีเม็ดเลือดแดง กลุ่มก้อนของเม็ดเลือดแดงจะมีการซ้อนตัวของเม็ดเลือดแดงทับกันอยู่ที่เรียกว่า “รูโล (Rouleaux)” เป็นจำนวนมากมองเห็นเหมือนเศษสตางค์เหรียญหลายๆ อันซ้อนกันอยู่ การจับตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นอย่างนี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงเหลือพื้นที่ผิวอิสระที่จะทำงานได้น้อย.... ทำงานได้ 5-15% นั้นหมายความว่าเลือดทำงานสูญเสียประโยชน์ไปถึง 85 - 95% นับเป็นการสูญเสียอย่างมากมาย เพราะความสำคัญของเลือดคือไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ร่างกายมีเซลล์ทั้งหมดประมาณ 60 - 100 ล้านล้านเซลล์ ทุกๆ เซลล์รอรับก๊าซออกซิเจนที่ส่งไปเลี้ยงเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จะกระจายออกจากกันในน้ำเลือดพลาสม่า เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ผิวทำปฎิกิริยาชีวเคมีต่างๆ ได้โดยสะดวก

หลังจากรับประทาน คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 15 ซีซี ในน้ำดื่มครึ่งถึงหนึ่งแก้ว ประมาณ 20 - 30 นาที คลอโรฟิลล์ เมื่อเจาะเลือดออกมาดูในกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่าเม็ดเลือดแดงมีการกระจายตัวออกจากกันมีพื้นผิวทำงานได้ดีอย่างชัดเจน

คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ที่สกัดจากอัลฟัลฟ่ากับโรคมะเร็ง

• ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % หรือมีความบริสุทธิ์ มากกว่า 95 % ตามมาตรฐานองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) รับรอง เท่านั้นถ้าความบริสุทธิ์ต่ำกว่า 95 % ไม่ควรใช้เนื่องจากมีความบริสุทธิ์ของคลอโรฟิลล์ต่ำเกินไปไม่สามารถทันต่อโรคมะเร็งได้เพราะการใช้สารอาหารให้เป็นยาต้องมีปริมาณที่มากพอ แต่ถ้ามีปริมาณที่ไม่มากพอและยังมีสารประกอบอื่นๆ เพิ่มเติม การใช้แล้วนอกจากไม่เกิดผลแต่ประการใด และยังอาจก่อให้เกิดโทษจากสารประกอบอื่นๆ เนื่องจากตับต้องทำหน้าที่ในการกำจัดสารประกอบเหล่านั้นออกนอกร่างกาย

• การเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดจะช่วยตัดอาหารของเนื้อร้ายมะเร็งทำให้ไม่สามารถเติบโตหรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ต่อไปได้ เนื่องจากอาหารของโรคมะเร็ง คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ โปรตีน เมื่อเรางดอาหารดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งการขับสารพิษเดิมที่มีอยู่ออกจากร่างกาย และการเพิ่มออกซิเจนในเม็ดเลือดลงไปแทนที่โดยจากเดิมเม็ดเลือดซ้อนกันอยู่เหมือนเหรียญสตางค์ก็จะอยู่กระจายตัวออกจากกัน เพื่อลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่เซลล์แทน และยังได้รับสารเปอร์ออกซิเดส ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่รับเข้ามาจากอาหารก่อมะเร็งในแต่ละวัน จึงทำให้สภาวะโรคมะเร็งในร่างกายไม่สามารถดำรงอยู่ได้

• การบริโภคคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ก็คือ การบริโภคสารอาหารจากพืชผักจำนวนมากเข้าไปในแต่ละวันเพื่อปรับสมดุลย์ของร่างกายให้แข็งแรงเพื่อมีกำลังต่อสู้กับโรคร้าย รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่ทำงานผิดปกติกลับมาทำงานได้อย่างปกตินั้นเอง จึงสามารถต้านโรคร้ายต่างๆได้ เป็นวิธีการธรรมชาติบำบัดอย่างง่าย โดยไม่ต้องพึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ

• มีการศึกษาทั้งในมนุษย์และสัตว์ และระบบเชื้อเพาะเลี้ยงพบว่า สาร phytoestrogens มีบทบาทที่สำคัญในการป้องกันโรคมะร็งได้ โดยสารที่จัดว่าเป็นสารประเภท phytoestrogens จะรวมถึง isoflavones , coumestans และ lignans ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติที่ควรรับประทาน เพื่อก่อประโยชน์แก่ร่างกายเราได้เป็นอย่างดี

• อัลฟัลฟ่ามีสาร carotene ที่ช่วยสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ภายในร่างกายใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องการฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายไป


[กลับไปเมนูด้านบน]

• โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่สลับซับซ้อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วยากต่อการรักษาโรคให้หายขาด โรคอ้วนและการบริโภคอาหารผิดๆ และขาดการออกกำลังกายมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ อัตราการเกิดโรคนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันนี้โรคเบาหวาน เป็นตัวก่อให้เกิดอาการโรคแทรกซ้อนอีกมากชนิด และที่เป็นอันตรายมากที่สุดคือ การเสื่อมของระบบการไหลเวียนของเลือด (ประมาณ 40 % ของผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคนี้) คลอโรฟิลล์จึงช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดและช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของระบบเลือด ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดอันเกิดจากโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานพบมากขึ้นตามกลุ่มอายุที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำลายสุขภาพของผู้ป่วยไปทีละน้อย ปัจจุบันจากการรับประทานอาหารของคนไทยที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยได้รับอิทธิพลจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้คนไทยมีรูปแบบการรับประทานอาหารที่ผิดไปจากเดิมมาก ปัจจุบันจึงพบผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอายุน้อยลงมามาก โรคเบาหวาน ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตพิการ ตาบอด ประสาทเสื่อม หลอดเลือดแดงแข็ง แผลหายช้า

โรคเบาหวาน เป็นโรคไม่ติดต่อ เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลินซึ่งผลิตจากตับอ่อน อินซูลินทำหน้าที่ เปลี่ยนน้ำตาลที่ร่างกายได้รับจากอาหารจำพวก แป้ง น้ำตาล ไขมัน โปรตีน ให้เกิดเป็นพลังงาน อินซูลินของคนเป็นเบาหวานอาจมีน้อยเกินไป หรือถ้ามีตามปกติก็ทำหน้าที่ได้น้อยกว่าปกติ มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลส่วนเกินจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีรสหวาน

โรคเบาหวาน เกิดจากการบกพร่องของตับอ่อนในการผลิตอินซูลินควบคุมความคงที่ของระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ตามหน้าที่ได้ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมาก โรคเบาหวานมี 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน ส่วนใหญ่เกิดจากความบกพร่องมาแต่กำเนิดจำเป็นต้องรักษาโดยการฉีดอินซูลินเป็นประจำ และเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินเกิดจากความบกพร่องของระบบควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือด ที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินโดยเฉพาะการกินอาหารที่มีน้ำตาล และแป้งสูง การรักษาจะเน้นเรื่องการควบคุมอาหารที่ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม อาจใช้อินซูลินบ้างเป็นครั้งคราว เบาหวานมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยทางกรรมพันธ์ และ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม

โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน

ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินบ่อยๆ หรือมีระดับน้ำตาลขึ้นๆ ลงๆ จะเป็นโรคแทรกซ้อนที่อันตราย ซึ่งมักเรียกว่า โรคเบาหวานและคณะ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ตาพร่ามัว ตาบอด ไตเสื่อม ไตวาย หลอดเลือดในสมองตีบ อัมพาต เท้าชา มีแผลที่เท้า โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด กว่าจะรู้แผลก็อักเสบจนปลายนิ้วเท้าเป็นสีดำ และแผลเน่ามาก อาจต้องรักษาด้วยการตัดนิ้วเท้า หรือตัดเท้าบางส่วนออกไป

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคเบาหวาน ?

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีอาการปัสสาวะครั้งละมากๆ กระหายน้ำบ่อย ดื่มน้ำมาก หิวบ่อย อ่อนเพลียมาก ง่วงนอนทั้งวัน กินจุแต่น้ำหนักลด เป็นแผลและเป็นฝีง่ายแต่หายยาก คันตามผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณขาหนีบและอวัยวะสืบพันธุ์ ตาพร่ามัว ชาตามปลายมือปลายเท้า และปวดตามกล้ามเนื้อ มีแถบปื้นดำบนผิวหนังบริเวณข้อพับ เช่น ลำคอ รักแร้ ลักษณะเช่นนี้คนมักเข้าใจผิดว่าผิวดำ จึงพยายายามขัดถูแต่ไม่ออกเนื่องจากเกิดความผิดปกติของขบวนการเมตาบอลิซึม หรือระบบทำงานในร่างกาย

อาจมีอาการร่วม เช่น หอบ ตัวร้อน คลื่นไส้ อาเจียน หมดสติได้

การใช้ยาในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

ผู้เป็นโรคเบาหวาน ควรพบแพทย์ตามนัด อย่างสม่ำเสมอ และกินยาตามที่แพทย์สั่ง อย่าลดหรือเพิ่มยาเอง

ปฏิบัติตัวอย่างไรไกลโรคเบาหวาน

• รับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นการกินข้าวกล้อง ผลไม้ ถั่ว หรือผลิตภัณฑ์ จากถั่ว เช่น วุ้นเส้น เต้าหู้ขาว

• หลีกเหลี่ยงอาหารแบบฟาสต์ฟู้ดแบบตะวันตก หรืออาหารขยะ

• รับประทานผักสดให้มากที่สุด โดยเฉพาะผักประเภทใบต่างๆ เพราะมีน้ำและกากใยมาก มีน้ำตาลน้อยทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูง และยังได้วิตามิน เกลือแร่ อีกด้วย

ข้อควรงดเว้น

• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์

• งดอาหารที่มีความหวานมาก เช่น น้ำตาล น้ำหวานต่างๆ ขนมหวาน ขนมเค้ก เบอร์เกอรี่ต่างๆ ผลไม้แห้งเพราะมีน้ำตาลสูง ผลไม้กวนและผลไม้บรรจุกระป๋อง เครื่องดื่มที่มีรสหวานทุกชนิดรวมทั้งผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน น้อยหน่า ลำไย องุ่น ละมุด

• ห้ามรับประทานผงชูรสอย่างเด็ดขาด เนื่องจาก ผงชูรสนอกจากจะเป็นสารทำลายกระดูกแล้ว ผงชูรสปริมาณ 1 ช้อน จะเทียบเท่าการบริโภคน้ำตาลถึง 100 ช้อนเลยทีเดียว

• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเรสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง หนัง ไขมันสัตว์ หมึก ไข่ปลา ไข่หมึก สมองสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ หมูสามชั้น ไขมันจากสัตว์ เช่น หมู อาหารทอดทุกชนิด อาหารที่มีกะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว กะทิ อาหารทอด และอาหารชุบแป้งทอด ครีม

• น้ำหวาน น้ำอัดลม

• อาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และมันจัด

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นตัวแสดงออกให้รู้ถึงความเสี่ยง การเกิดโรคเบาหวาน จากระดับตารางในเลือดมีหน่วยเป็น มิลลิกรัม / เดซิเมตร

ค่าระดับน้ำตาลก่อนอาหารอยู่ระหว่าง 100 – 125 เป็นค่าที่ก่ำกึ่งว่าจะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ หากไม่แน่ใจลองดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม ละลายน้ำ จากนั้นอีก 2 ชั่วโมงกลับมาเจาะตรวจน้ำตาลอีกที

  • การทดสอบแบบ OGTT (Oral Glucose Tolerance Test) ก็คือ การทดสอบความทนทานของร่างกายต่อน้ำตาล ถ้าค่านี้อยู่ระหว่าง 140 – 199 แสดงว่าร่างกายมีความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของร่างกาย แต่ยังไม่ถึงกับเป็นโรคเบาหวานอย่างเต็มตัว แต่หากค่าที่ได้มีค่าตั้งแต่ 200 ขึ้นไป แสดงว่าคุณอาจต้องมีภาวะการอยู่ร่วมกับเบาหวานไปตลอดชีวิต
  • อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

    การควบคุมอาหารเป็นหลักสำคัญในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์

    อาหารห้ามรับประทาน

    อาหารกลุ่มนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • นมหรืออาหารที่มีรสหวาน หรือขนมหวานต่างๆ เช่น ผลไม่เชื่อม ขนมวุ้น เค้ก ไอศครีม ทองหยิบ ทองหยอด ผลไม้กวน ขนมวุ้น เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำผึ้ง น้ำอัดลม น้ำผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง ยมปรุงแต่งนสเปรี้ยว น้ำชาเขียวรสหวาน
  • เครื่องดื่มทดแทน เช่น น้ำมะเขือเทศ น้ำผัก นมพร่องมันเนย น้ำเปล่า น้ำแร่ น้ำผลไม้(ไม่มีน้ำตาล) กาแฟดื่มได้แต่ไม่ควรใส่น้ำตาลหรือครีมเทียม
  • เมนูอาหารที่ควรงด ได้แก่ แกงกะทิ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด ไข่พะโล้รวมถึงพะโล้ทุกชนิด หอยทอด ผัดไท ผัดซีอิ้ว ข้างผัด ขนมจีนน้ำยามีกะทิ คอหมูย่าง
  • อาหารที่จำกัดปริมาณในการรับประทาน

  • แป้งหรือคาร์โบไฮเดรต เป็นอาหารให้พลังงาน ถ้ารับประทานมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอ้วนได้ง่าย เช่น ข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวและธัญพืช
  • เนื้อสัตว์ หรือโปรตีน รับประทานได้ 4 – 6 ช้อนโต๊ะต่อวัน และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกทานได้แต่ต้องไม่ติดมัน ไข่ทานได้ 2-3 ฟองต่อ สัปดาห์
  • ไขมัน ควรเลือกรับประทานไขมันวันละน้อยๆ และเลือกชนิดไม่อิ่มตัวแทนไขมันชนิดอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวเช่น ไขมันจากสัตว์และกะทิ ไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากพืช น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด แต่ควรงด น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม
  • ผลไม้ ในผลไม้หรือ น้ำผลไม้ จะอุดมไปด้วยน้ำตาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลือกทานผลไม้ที่หวานน้อย และมีกากใยอาหารมากๆ ถ้ารับประทานมากเกินไปจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • การตรวจระดับน้ำตาล ให้ใช้คลอโรฟิลล์ เมื่อดื่มไปแล้ว น้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้นประมาณ 1 - 3 เดือนแล้วค่อยๆลดลงสู่ ภาวะปกติ ผู้ป่วยเบาหวานต้องเลิกรับประทาน ผงชูรส น้ำอัดลมโดยเฉพาะน้ำอัดลมสีดำ น้ำเย็น และห้ามนอนห้องแอร์

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % มีประสิทธิภาพอย่างไร ต่อโรคเบาหวานอย่างไร

    โรคเบาหวานเกิดขึ้นเมื่อตับอ่อนไม่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อขาดอินซูลินกล้ามเนื้อจะไม่สามารถดูดซับน้ำตาลกลูโคสจากหลอดเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับปกติ น้ำตาลเมื่อร่างกายไม่ดูดซึมก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ นั้นคือ แร่ธาตุอาหารจะไหลออกจากร่างกายโดยไม่ได้ประโยชน์ การรักษาโรคเบาหวานที่ถูกต้องและดีที่สุด คือการกระตุ้นให้ตับอ่อนสามารถทำการผลิตอินซูลิน ออกมาเอง การฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นวิธีการรักษาโดยทั่วไป ซึ่งรักษาที่ปลายเหตุ

    เราได้ค้นพบว่าบทบาทของคลอโรฟิลล์ในร่างกายคนนั้นคล้ายอินซูลินมาก เมื่อฉีดสารประกอบที่ละลายน้ำเข้าทางเส้นเลือดของหนู 2 กลุ่ม ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติและระดับน้ำตาลในเลือดสูงโดยเกิดจากการฉีดกลูโคสเข้าไป เราพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทั้ง 2 กลุ่ม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แต่เมื่อให้หนูทั้ง 2 กลุ่มกินคลอโรฟิลล์ทางปากพบว่าหนูที่มีระดับปกติ นั้น ระดับน้ำตาลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงน้อยมากแต่หนูที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงสู่ระดับปกติหลังจากการกินคลอโรฟิลล์ เนื่องจากการบริโภคคลอโรฟิลลได้พิสูจน์แล้วว่า จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติให้ลดลงมาเป็นปกติ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวอย่างมั่นใจได้ว่า คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวาน

    ระดับน้ำตาลที่ควรจะเป็นในเลือดหลังงดอาหาร 6-8 ชั่วโมงของคนปกติโดยทั่วไป ควรอยู่ระหว่าง 70-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    ระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรเกิน 140 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์กับโรคเบาหวาน ที่ตับหรือไตเริ่มมีปัญหาแล้ว ให้ใช้คลอโรฟีลล์ เมื่อดื่มไปแล้ว น้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้นประมาณ 1 - 3 เดือนแล้วค่อยๆลดลงสู่ ภาวะปกติ ผู้ป่วยเบาหวานต้องเลิกรับประทาน ผงชูรส น้ำอัดลมโดยเฉพาะน้ำอัดลมสีดำ น้ำเย็น และห้ามนอนห้องแอร์

    ยกเว้นผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ที่เป็นหนัก หรือมีการฟอกไตแล้ว ห้ามดื่มแบบผสมโดยเด็ดขาด ตรงนี้สำคัญมาก แต่ให้อมไว้ใต้ลิ้น 3 - 5 นาทีแล้วกลืนทำต่อเนื่องทุกๆ 3 ชั่วโมง *** การใช้คลอโรฟิลล์ ที่ดีที่สุดคือการใช้คลอโรฟิลล์เข้มข้นใส่ขวดสเปรย์ พ่นใต้ลิ้น ***
    • 5 วันแรก ให้ใช้คลอโรฟิลล์ ใส่ขวดสเปรย์ ใช้พ่นใต้ลิ้น ให้ใช้ 5 ซีซี โดยพ่นทุกๆ 3 ชั่วโมงตลอดทั้งวันเมื่อพ่นแล้วให้อมไว้ใต้ลิ้นประมาณ 3 - 5 นาที จึงค่อยกลืน

    วันที่ 10 ให้เพิ่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เป็น 10 ซีซี โดยพ่นทุกๆ 3 ชั่วโมงตลอดทั้งวันเมื่อพ่นแล้วให้อมไว้ใต้ลิ้นประมาณ 3 - 5 นาที จึงค่อยกลืน

    วันที่ 15 ให้เพิ่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เป็น 15 ซีซี , วันที่ 20 ให้เพิ่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เป็น 20 ซีซี จนกระทั่งวันที่ 30 เพิ่มคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์สูงสุดเป็น 30 ซีซีต่อวัน

    งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์

  • ดร. โยชิดาและคณะ ฯ พบว่าคลอโรฟิลล์บรรเทาอาการของโรคตับอ่อนอักเสบ และมีรายงานวิจัยอีกหลายคณะในประเทศญี่ปุ่น ในการใช้คลอโรฟิลล์รักษาโรคตับอ่อนอักเสบ
  • ในโรงพยาบาลทหาร ดร. โบเวอร์ส ใช้คลอโรฟิลล์ทาแผล ปรากฎว่ากลิ่นเหม็นเน่าของแผลลดลง และอาการอักเสบดีขึ้นจนกระทั่งหายไป
  • ดร. มอร์แดน ใช้ขี้ผึ้งคลอโรฟิลล์รักษาแผลไฟไหม้ได้ผลดี
  • ดร. ฟอลล็อค ได้เปรียบเทียบในการรักษาแผลกดทับ (Bedsore) ด้วยยาหลายชนิดพบว่าคลอโรฟิลล์ได้ผลดีที่สุด

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคตับและโรคมะเร็งตับ

    โรคเกี่ยวกับตับ ที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง มีหลายประเภท เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ทำให้มีอาการช่องท้องบวมและเจ็บปวด ทั้งยังอาจทำให้เกิดปัญหา เกี่ยวกับระดับน้ำตาลในเลือด และการแพ้อาหาร

    โรคตับอักเสบ เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากหลายทาง เช่น การติดเชื้อไวรัส รองลงมาเกิดจากพิษสุรา เชื้อโรคอื่นๆ พยาธิบางชนิด หรือแม้กระทั่งสารเคมีที่เป็นมากได้แก่

    ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ

    หรือที่เรียกว่า โรคตับอักเสบติดต่อ (Epidemic hepatitis) เกิดจากการติดเชื้อเข้าไปทางปาก เช่น อาหาร ผักสด ผลไม้ น้ำดื่ม เป็นต้น พบว่ามีการระบาดในชุมชนกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น

    ไวรัสตับอักเสบชนิด บี

    บางครั้งก็เรียกว่า โรคตับอักเสบน้ำเหลือง (Blood serum hepatitis) คนเป็นพาหะที่สำคัญของไวรัสนี้ จะพบเชื้อได้ในเลือดและน้ำเหลือง และสิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

    ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี

    เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี พบเชื้อในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดที่ฉีดเข้าเส้นที่มีไวรัส บี การติดต่อก็เช่น เดียวกับไวรัสตับอักเสบ บี

    • การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ

    • พฤติกรรมการกินที่เป็นสาเหตุสำคัญในการแพร่กระจายของโรคไวรัสตับชนิดเอ คือ การไม่ใช้ช้อนกลาง หรือการใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน คนไทยมีนิสัยเกรงเพื่อนคิดว่าตนรังเกียจถ้าใช้ช้อนกลางตักแบ่งอาหาร หรือถ้าไม่ยอมดูดน้ำหลอดเดียวกันไวรัสตับอักเสบจึงฉวยโอกาส เพราะคนไทยเกรงใจแบบไม่มีสุขอนามัยนี่เอง

    • อาหารปรุงสำเร็จที่ขายตามโรงอาหาร หรือตลาดสดเป็นอีกแหล่งที่แพร่เชื้อโรคเนื่องจากพฤติกรรมผู้ขายไม่ปิดปาก เวลาพูดคุยหรือถามลูกค้าน้ำลายสามารถปนเปื้อนบนอาหารตรงหน้าได้ ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงไม่ซื้ออาหารที่ไม่มีภาชนะปกปิด

  • ในปี ค.ศ. 1980 มีรายงานในผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจำนวน 34 ราย โดยการฉีดคลอโรฟิลล์เข้าเส้นเลือดปรากฎว่าได้ผลดี 23 ราย
  • • โรคมะเร็งตับ

    ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ทำให้เกิดการอักเสบของตับในระหว่างวัยหนุ่มสาว เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร ตับโต ตาหรือตัวเหลือง อ่อนเพลีย อยู่นานประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อได้รับการรักษาจนอาการของตับอักเสบหายไปจนเป็นปกติ เชื้อไวรัสก็ยังคงทิ้งร่องรอยการอักเสบภายในเนื้อตับอยู่ต่อไป จนเข้าสู่วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ความต้านทานต่ำลง เนื้อตับจะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็ง

    และยังมีมะเร็งตับอีกประเภทหนึ่งที่เกิดร่วม หรือกลายมาจากโรคตับแข็ง เนื่องจากพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งพบได้บ่อยในประชากรที่นิยมบริโภคปลาร้าดิบๆ ที่มีไข่ของพยาธิใบไม้ฝังตัวอยู่ เมื่อพยาธิใบไม้เข้าสู่คน จะไปอาศัยอยู่ในตับทำให้มีการอุดตันของท่อน้ำดี ต่อมาก็จะกลายมาเป็นโรคตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งในตับได้ในที่สุด ในผู้ที่ได้รับเชื้อตับอักเสบโดยการติดต่อทางตรงหรือทางอ้อมมาจากผู้ป่วย มีความเสี่ยงสูงในผู้ที่ไม่เคยรับวัคซีนป้องกันตับอักเสบมาก่อนในวัยเด็ก

    อาการที่แสดงของมะเร็งตับ เริ่มด้วยอาการผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร เช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังรับประทานอาหาร ต่อมาจึงมีน้ำหนักลด ซีดเนื่องจากเลือดจาง ตับเริ่มโตออก ในระยะสุดท้ายมีอาการเจ็บปวดบริเวณชายโครงด้านขวา บางรายมีท้องมาร อาการระยะสุดท้ายที่กล่าวมานี้จะเป็นอยู่ไม่เกิน 6 เดือน คนไข้ก็จะเสียชีวิตเนื่องจากตับวาย

    ส่วนผู้ที่รับเชื้อมาแล้วโดยไม่รู้ตัว หรือภายหลังการป่วยเป็นโรคตับอักเสบนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งตับคงทำได้แค่ การบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ มีการออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ให้ตับทำงานหนัก งดเว้นเช่น การดื่มสุรายาเสพติด เนื่องจากมีอันตรายต่อตับ

    การรักษามะเร็งตับในปัจจุบัน ในปัจจุบันถ้าเป็นโรคมะเร็งที่เป็นกลุ่มก้อนเป็นหลักเฉพาะในตับ ที่สามารถผ่าตัดออกมาได้ หรือโดยการฉีดสารเคมีบำบัดเข้าไปตามเครื่องมือที่สอดเข้าไปยังเนื้อมะเร็ง หรือเข้าไปอุดเส้นเลือดตรงส่วนที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งนั้น หากเป็นมะเร็งแบบกระจายอยู่หลายๆ ที่ภายในตับ การรักษาโดยการผ่าตัดไม่สามารถทำได้ แม้เวลานี้ศัยลแพทย์ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายๆ แห่งสามารถทำได้ แต่ก็ไม่ได้ผลในการรักษามะเร็ง การให้เคมีบำบัด การฉายแสงเพื่อการรักษาล้วนได้รับการปฏิเสธจากมะเร็งชนิดนี้โดยสิ้นเชิง

    • ภัยเงียบของโรคมะเร็งตับ

    • เริ่มต้นด้วยอาการผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร เช่น มีอาการท้องอืด เฟ้อ หลังรับประทานอาหาร ต่อมาจึงมีน้ำหนักลด ตัวซีดเนื่องจากเลือดจาง ตับเริ่มโตออก ในระยะสุดท้ายมีอาการเจ็บปวดบริเวณชายโครงด้านขวา บางรายท้องมาร อาการระยะสุดท้ายนี้จะอยู่ไม่เกิน 6 เดือน คนป่วยจะเสียชีวิตด้วยอาการตับวาย

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อฟื้นฟูโรคตับ

    ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคตับ ผู้ที่ได้รับการบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำมีรายงานผลเกี่ยวกับการทำงานของตับดีขึ้น ถึงแม้ผู้ป่วยที่มีตับผิดปกติ เมื่อได้รับการบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำจะช่วยลดความผิดปกตินั้นได้อย่างมาก การที่คลอโรฟิลล์มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคตับได้ผลดีก็เพราะในคลอโรฟิลล์มีธาตุคลอรีนและโปแตสเซี่ยมสูง คลอรีนจะช่วยสลายไขมันที่สะสมในตับ โปแตสเซี่ยมก็มีความจำเป็นต่อตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักจะขาดโปแตสเซี่ยม สัดส่วนของแร่ธาตุที่สมดุลในคลอโรฟิลล์ (เช่น คลอรีนและโปแตสเซี่ยม) จะช่วยรักษาระบบการทำงานของตับ


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS)

    ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) เกิดจากเชื้อไวรัสได้ค้นพบในปี 1981 โรคเอดส์มี 2 ชนิด ได้แก่ HIV-1 ซึ่งพบมากในอเมริกาใต้ ยุโรป และเอเชีย และเชื้อ HIV-2 ซึ่งพบมากในอัฟริกาตะวันตก โรคเอดส์ เป็นภัยร้ายแรงที่อาจทำให้มนุษยชาติถึงกับสูญพันธ์ได้ จึงเป็นที่หวาดหวั่นของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคนี้เมื่อเป็นแล้วยังไม่มีวิธีหรือยาใดๆ รักษาได้ในขณะนี้ การแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์ทำให้การป้องกันเป็นไปได้ยาก การถ่ายเลือดก็ยังเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคนี้

    พลังสีเขียวจากอัลฟัลฟ่านี้มีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีสารชนิดหนึ่งที่ละลายน้ำได้และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอดส์ สารละลายตัวนี้ยังอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคเอดส์ด้วย คลอโรฟิลล์มีสารช่วยกระตุ้นการหลั่งของโปรแลคทีน (Prolactin) และฮอร์โมนทำให้เติบโต (Growth Hormone) จากต่อมใต้สมอง (Pitutiary) สารฮอร์โมนทั้งสองนี้จำเป็นต่อการรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยซ่อมแซมการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ นอกจากนี้สารฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้ยังมีหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ฟื้นตัว เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีอำนาจในการยับยั้งการแพร่พันธ์ของเชื้อไวรัสเอดส์ด้วยการเป็นตัวกระตุ้นให้มีระบบออกซิเจนในเลือดมากขึ้น ออกซิเจนนี่เองที่จะไปทำให้การเพิ่มขึ้นของไวรัส (HIV) ลดจำนวนลงในที่สุด และช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาพมีพลานามัยดี คลอโรฟิลล์จึงเป็นเครื่องที่มีประสิทธิ์ภาพในการต่อต้านโรคเอดส์ ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์จะมีภูมิคุ้มกันผิดปกติและเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และหายยากกว่าคนปกติทั่วไป คลอโรฟิลล์จะเข้าไปกระตุ้นต่อมไร้ท่อให้สร้างฮอร์โมนที่จะไปสั่งงานให้ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้สร้างฮอร์โมนที่จะไปสั่งงานให้ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้ระยะเวลาของการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคเอดส์ห่างออกไปเรื่อยๆ จนเกิดการติดเชื้อได้ยาก และปกติ ในที่สุดจะเหลือ HIV ที่ยังคงอยู่ในระบบเลือด แต่ทั้งนี้เลือดที่มีออกซิเจนมากขึ้นและมีความเป็นด่างมากขึ้นจะทำให้ HIV ไวรัสค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ (Human Immunodeficiency Virus คือ ไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบคุ้มกันในร่างกายของคน ผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่ได้ตายเพราะไวรัสชนิดนี้ แต่ตายเพราะเชื้อโรคอื่นที่แรกซ้อนเข้าไป เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกัน)

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อบำบัดเอดส์ (AIDS)

    โรคเอดส์ (AIDS) การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์กับโรคเอดส์ต้องเลิกกินอาหารประเภทเนื้อทุกชนิด แต่เนื้อปลาทานได้ แต่มีปลา 5 ชนิดห้ามกิน คือ ปลาไหล ปลาดุก ปลาสลิด ปลานิล ปลาสวาย เพราะปลาเหล่านี้ล้วนแต่กินอาหารสกปรกในเนื้อปลามีธาตุคาร์บอนสูงจะทำให้ ร่างกายได้รับธาตุดังกล่าวเข้าไป อาจทำให้อาการป่วยหนักกว่าเดิม


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคหัวใจ

    หัวใจ คือ ชีวิต ไม่ว่าคุณจะเป็นวัยรุ่น หนุ่มสาววัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ต่างก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดได้ทั้งสิ้น ยิ่งอัตราการเป้นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพาต) พบในวัยทำงานมากกว่าในวัยผู้สูงอายุ และพบในอายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ที่มักไม่เอาใจใส่และห่วงใยสุขภาพกันเท่าที่ควร ทั้งเรื่องการกิน และการออกกำลังกาย ทำให้มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มมากขึ้น

    ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนโลหิต เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตในประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ เส้นเลือดหัวใจอุดตัน และอัมพาต เป็นผลสืบเนื่องจาก ระดับไขมันในเลือดสูง และความผิดปกติของหลอดเลือดอักเสบ อนุมูลอิสระจำพวกเปอร์ออกไซด์ และออกไซด์ต่างๆ ทำให้ผนังหลอดเลือดอุดตันอาหารและเอ็มไซม์ไม่สามารถ จะไหลผ่านไปได้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายโดยเฉียบพลัน อาการเบื้องต้นของคนเป็นโรคหัวใจเรียกว่า แองไจน่าแมคดอริส ก็ คือ อาการเจ็บปวดอย่างรุ่นแรงบริเวณหน้าอกเหมือนถูกของมีคมทิ่มแทงกลางอก (Heart Attack) จนหายใจไม่ออก เป็นสื่อสัญญาณ อันตรายของการเกิดหัวใจวาย (Heart Failure)

    หัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งที่แข็งแรงและทำงานสูบฉีดตลอดเวลา ในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจนั้นต้องการแร่โปแตสเซียม ร่างกายจะรักษาสัดส่วนของโปแตสเซียมต่อโซเดียมเอาไว้ให้สมดุลต่อกัน เมื่อปริมาณโปแตสเซียมลดลงจะทำให้สัดส่วนของโซเดียมเพิ่มขึ้น การทำงานที่เคร่งเครียดในแต่ละวัน จะทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดลดลง ซึ่งถ้าท่านทำงานเครียดจะต้องเพิ่มระดับของโปแตสเซียมให้สมดุล อาหารจานด่วนและอาหารปรุงแต่งในปัจจุบันนี้มักขาดโปแตสเซียม การบริโภคอาหารประเภทนี้บ่อยครั้งจะทำให้ร่างกายขาดธาตุโปรแตสเซียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเป็นผลทำให้เกิดโรคหัวใจขึ้นมาได้ ต้นเหตุของความดันโลหิตสูงเกิดจากหลอดเลือดตีบตัน และการมีแร่ธาตุโซเดียมสูงผิด ปกติ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความดันโลหิตสูง จึงต้องจำกัดการบริโภคเกลือและต้องบริโภคโปแตสเซียมให้เพียงพอ คลอโรฟิลล์มีโปแตสเซียมสูง โซเดียมต่ำและช่วยลดคลอเรสตอรอลอันเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตัน จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

    โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจนั้นตีบ อุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจวาย มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หอบ นอนราบไม่ได้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นลมตายทันที เราจะป้องกันโรคหัวใจวายได้อย่างไร ? วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ จะต้องไม่ให้มีปริมาณของเสียเพิ่มขึ้นในเลือดจนไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ คลอโรฟิลล์มีสารลดคลอเรสตอรอล กำจัดอนุมูลอิสระ (เพราะมีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ 2-0-GIV) ลดการตกตะกอนของเกล็ดเลือดและช่วยละลายของเสียในหลอดเลือดด้วยเหตุนี้ คลอโรฟิลล์สามารถช่วยป้องกัน และฟื้นฟูบำบัดโรคหัวใจได้

    การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

    หลีกเหลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ปลาหมึก หอยนางรม ยกเว้นเนื้อปลา รับประทานได้

    เลือกใช้น้ำมันพืช เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำ ในการปรุงอาหาร ไม่ควรใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมูในการปรุงอาหาร

    จำกัดเรื่องการทานขนมหวาน อาหารใส่น้ำตาลโดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาว (ใส่สารฟอกขาว) น้ำอัดลมทุกชนิด

    รับประทานผักแลผลไม้มากๆ

    ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด

    ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอร์ เช่น สุรา เบียร์

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์จากอัลฟัลฟ่า กับโรคหัวใจ

    สาร saponin ที่พบในอัลฟัลฟ่า ช่วยเหลือหรือส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเหมาะสม


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

    โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ หัวใจที่เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบแคบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อย เมื่อเกิดอาการเครียด โกรธ ตกใจ หรืออาการตื่นเต้นมากๆ จะทำให้มีอาการเจ็บที่หน้าอก เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือดชั่วขณะ แต่หากเป็นมากถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็จะทำให้ช็อคและเกิดอาการหัวใจวายได้

    สาเหตุ เกิดจากโคเรสเตอรอลไปสะสมตามผนังหลอดเลือดจนกลายเป็นคราบตะปุ่มตะป่ำ ส่งผลทำให้หลอดเลือดหัวใจแคบลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ คราบไขมันที่ติดนั้นมีลักษณะเหมือนแผล แต่ร่างกายพยายามปกปิดด้วยการสร้างฝาแข็งๆ มาปิดไว้เหมือนสะเก็ดแผล แต่หากคราบไขมันนี้หยุดการเจริญเติบโต ฝานี้จะปิดสนิท หากคราบไขมันกระจายสู่กระแสเลือด ซึ่งจะไปกระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย ทำให้ลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจทำให้เกิดหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของคนไทยทั้งชาย และหญิง และพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และพบในกลุ่มซึ่งมีอายุระหว่าง 35 – 45 ปี สาเหตุเนื่องจากการดำเนินชีวิตที่รีบเร่ง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การพี่งพาอาหารสำเร็จรูป

    การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

    การรักษาในปัจจุบัน ก็คือ การทำบอลลูนและบายพาสหัวใจ เมื่อเรามีอาการของหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว เมื่อเราไปพบแพทย์จะได้รับคำแนะนำให้ฉีดสี และเมื่อตรวจพบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบอาจจะต้องมีการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือถ้ามีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบมากอาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำบายพาส

    การทำบอลลูน ก็คือ การสอดท่อที่มีลูกบอลลูนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเบียดให้ไขมันแบนลงไปติดผนังหลอดเลือด แต่ไขมันมันก็ยังคงอยู่เท่าเดิม ไม่ได้สลายหายไปไหนหากใช้วิธีนี้ และหลังจัใช้วิธีบอลลูนเมื่อเวลาผ่านไปเรากลับไปใช้วิถีชีวิตเหมือนเดิม รับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงเหมือนเดิม ภายหลังจากการทำบอลลูนหัวใจประมาณ 3 – 6 เดือน ก็มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ และก็ต้องมาบอลลูนหัวใจใหม่อีกครั้ง แม้นท่านจะมีสวัสดิการเรื่องค่ารักษาดีอย่างไรก็ตาม ท่านก้ยังต้องเข้ารักษาด้วยวิธีนิอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน หรือกลุ่มของโรคไต ให้ท่านลองจิตนาการดูตามภาพด้านล่าง ใช้วิธีอื่นน่าจะดีกว่าการทำบอลลูนหัวใจนะ ว่ามั้ย

    สังเกตุได้ว่าการทำบายพาสหัวใจนั้นแก้ไขได้เฉพาะหลอดเลือดหัวใจเท่านั้น ส่วนหลอดเลือดในส่วนอื่นๆ ก็ยังคงมีสภาพตีบเหมือนเดิม เนื่องจากเส้นเลือดตีบเกิดได้ในทุกส่วนของร่างกาย เช่น หากตีบที่สมองก็เกิดอาการปวดศีรษะเวียนศีรษะ ขี้หลงขี้ลืม แขนขาอ่อนแรง ใบหน้าบิดเบี้ยว ลิ้นชา พูดไม่ชัด ตามัว หากอาการตีบเกิดขึ้นในหลอดเลือดที่แขนขา ก็จะทำให้เกิดอาการเหน็บชา

    อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

    อาการหลอดเลือดหัวใจตีบมักแสดงอาการที่เกิดขึ้นมากกว่า 75 % ไปแล้วโดยมีอาการดังนี้ คือ

  • ผู้ป่วยจะเกิดอาการหายใจไม่สะดวก อึดอัด จุกที่หน้าอก เจ็บที่หน้าอก เหนื่อยและหอบ เสียด หรือปวดแน่น มีอาการวูบวาบในทรวงอก คล้ายอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ หายใจได้ไม่ทั่วท้อง อาการอึดอัดนี้เดี๋ยวก็เป็นเดี๋ยวก็หาย เป็นๆ หายๆ ไปเรื่อยๆ อาการอย่างนี้หากกล้ามเนื้อหัวใจตายไปมากแล้วก็จะมีอาการรุนแรงมาก หากใช้ระยะเวลานานถึง 10 – 20 นาที แสดงว่ากล้ามเนื้อหัวใจตายไปมากแล้ว และผู้ป่วยอาจเสียชีวิตในที่สุด
  • เจ็บร้าวตามขากรรไกร คอ ไหล่ซ้าย แขนท่อนบนด้านไหล่ซ้ายปวดร้าวไปถึงด้านหลัง
  • ตาลาย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทัน หน้ามืด เป็นลม เมื่อมีภาวะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ หากชักช้าอาจทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นโดยที่ตนเองมักไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้มาก่อน
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

  • กรรมพันธ์ เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิดเนื่องจากความผิดปกติทางกรรมพันธ์หลายอย่างที่ทำให้โคเรสเตอรอลในเลือดสูง รวมถึงอายุและเพศ ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิง และมักเกิดกับผู้ที่มีวัย 40 – 50 ปี แต่หากผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนความเสี่ยงก็จะเท่ากับผู้ชาย
  • ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • เมื่อเราพูดถึงปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราก็จะกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้เช่นกัน วิธีการดำเนินชีวิตประจำวันก็ส่งผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงสามารถสรุปได้เป็นหัวข้อดังต่อไปนี้คือ
  • น้ำหนักตัว : โรคอ้วนก็เป็นปัญหากับหัวใจไม่น้อย ดังนั้นผู้ที่มีรูปร่างอ้วน จะสะสมไขมันไว้มาก จึงเป็นอันตราย ไขมันที่เกาะจับอยู่กับผนังหลอดเลือด สร้างความลำบากต่อการไหลเวียนของกระแสเลือด

    ความเครียด : ความเครียดมีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบปราสาทซิมพาเธติก ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบทวีความรุนแรงขึ้น

    การดื่มกาแฟ : การดื่มกาแฟในปัจจุบันนิยมดื่มกันมาก เพราะหาซื้อได้ง่ายและมีรสชาดดี สำหรับคนทั่วไปแล้วการดื่มกาแฟจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าหากคุณเป็นคอกาแฟเจอร้านกาแฟมักซื้อ ดื่มเป็นประจำ วันละ 4 แก้วหรือมากกว่าจะทำให้ระดับคลอเรสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

    การบริโภคอาหาร : ควรรับประทานพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช เป็นประจำช่วยลดโอกาสการเกิดคลอเรสเตอรอลสูงได้

    การออกกำลังกาย : ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น ผู้ที่ไม่ออกกำลัยกายมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำถึง 2 เท่า เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยเพิ่ม HDL โคเรสเตอรอล และลด LDL คลอเรสเตอรองไขมันชนิดที่ไม่ดี ทำให้ร่างกายตอบสนองอิซูลินดีขึ้นและลดความดันโลหิต

    การสูบบุหรี่ : ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้ระดับ HDL คลอเรสเตอรอลไขมันตัวที่ดี ลดลงและทำลายหลอดเลือด ส่งผลทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ไขมันและสิ่งต่างๆ เกาะติดผนังหลอดเลือดได้มากขึ้น

    ท้องผูก : ผู้ที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ ผลที่ตามมาก็คือ การเพิ่มภาระให้ตับและทำให้โคเรสตอรอลเพิ่มสูงขึ้น

    คลอโรฟิลล์ในอัลฟัลฟ่า กับคลอเรสเตอรอลสูง จากการศึกษาในห้องทดลองพบว่าสาร Saponin และส่วนประกอบอื่นๆ ในอัลฟัลฟ่ามีความสามารถในการยึดติดในโคเรสเตอรอลกับเกลือน้ำดี ซึ่งจะเป็นผลช่วยป้องกันหรือชลอการดูดซึม คลอเรสเตอรอลจากอาหาร ดังนั้นจึงช่วยให้ระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดต่ำ ป้องกันการเกิดภาวะการสะสมไขมันในหลอดเลือด ในการศึกษาจากผู้ป่วย 15 คน โดยใช้อัลฟัลฟ่า ขนาด 40 กรัม 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า คนไข้มีระดับคลอเรสเตอรอลรวม และ คลอเรสเตอรอลแบบ LDL (คลอเรสเตอรอลชนิดเป็นโทษ) ลดลง 17 -18 % ในขณะที่บางส่วนลดลงถึง 26 – 30 % จึงอาจกล่าวได้ว่า อัลฟัลฟ่า มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับความเข้มข้นของคลอเรสเตอรอลให้เป็นปกติ


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคความดันโลหิตสูง

    โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง และพบได้บ่อยในคนไทย สามารถตรวจพบได้ง่ายรักษาไม่ยากแต่มักถูกละเลย เนื่องจากโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ คนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าโรคความดันโลหิตสูงจะต้องปวดศีรษะซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะโรคความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการ เมื่อใดที่มีอาการ เช่น ปวดศีรษะ จะพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงมานาน และเป็นมากแล้ว

    อาการของโรคความดันโลหิตสูงปวดศีรษะมักปวดบริเวณท้ายทอย จะเป็นในตอนเช้า ซึ่งจะพบในคนที่มีความดันโลหิตสูงค่อนข้างรุนแรง อาการปวดจะหายไปเองแต่ใช้เวลาหลายชั่วโมง มีเลือดกำเดาออก ปัสสาวะเป็นเลือด ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น เหนื่อยง่าย

    โรคความดันโลหิต มักเชื่อมต่อกับโรคหัวใจวาย เส้นเลือดในสมองตีบ

    สำหรับการวัดจะมี 2 ค่า คือ

    (1) ค่า systolic (ซีสโทลิก) ค่าตัวแรก

    คือ ความดันในหลอดเลือดแดงในจังหวะที่หัวใจบีบตัว ความดันโลหิตตัวนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก และเป็นอัมพาต

    (2) ค่า diastolic (ไดแอสโทลิก) ค่าตัวหลัง

    คือ ความดันที่เกิดขึ้นระหว่างการเต้นของหัวใจในจังหวะหัวใจคลายตัว

    ดังตารางแสดงค่า ค่าตัวแรก / ค่าตัวหลัง

    โรคหลอดเลือดในสมอง

    เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดของโรคทางระบบประสาทวิทยา เป็นสาเหตุการตายและความพิการที่สำคัญ โรคนี้เป็นแล้วแม้รอดชีวิตก็มักจะมีความพิการหลงเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย โรคหลอดเลือดสมอง แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ (1) ชนิดเส้นเลือดตีบ หรืออุดตัน (2) ชนิดเส้นเลือดแตก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ ความดันโลหิตสูง ถ้าสามารถป้องกันโรคความดันโลหิตสูงไม่ให้เกิดได้แล้ว จะสามารถลดความเสี่ยงลงได้มาก

    ความดันโลหิตสูง เป็นภาวะอันตรายของคนในวัยกลางคนขึ้นไป สาเหตุเกิดจากการสะสมของคลอเลสตอรอล และหลอดเลือดอุดตัน เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง ประการแรก คือ การลดระดับคลอเรสเตอรอล รายงานการทดลองพบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันการดูดซึมคลอเรสเตอรอล ในทางการแพทย์ปัจจุบันนี้ได้ใช้สารเบทาซิโทสเตอรอล (Beta setosterol) ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลของผู้ป่วยที่มีคลอเรสเตอรอลสูง และสารเหล่านี้มีอยู่ในคลอโรฟิลล์อัลฟัลฟ่าในปริมาณมากพอสมควร คลอโรฟิลล์ มีประสิทธิภาพสูงดุจตัวยาที่ใช้ในการลดคลอเรสตอรอลทางการแพทย์ แต่คลอโรฟิลล์เป็นพลังงานสีเขียวที่สกัดจากอัลฟัลฟ่า 100 % จึงไม่มีผลข้างเคียงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  • ดร. เบอร์กี้ พิมพ์หนังสือชื่อ “Chlorophyll as pharmaceutical” กล่าวถึง การใช้คลอโรฟิลล์ได้ผลดีในผู้ป่วย 112 ราย ที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว
  • ดร. แอนเจโล ศึกษาในคนไข้ 50 ราย ที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยลดความดันได้ดี และอาการทั่วไปดีขึ้น
  • การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อฟื้นฟูโรคความดันโลหิตสูง

    ผู้ป่วยโรคความดันโลหิต การฟื้นฟูโดยใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ควรละเว้น อาหารลดเค็ม และควรเลือกอาหารที่ใส่เกลือ หรือ น้ำปลาน้อยที่สุด


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคไต

    ไต เป็นอวัยวะที่มีขนาดเท่ากับกำปั้นของผู้ที่เป็นเจ้าของ รูปร่างคล้ายถั่วแดงอยู่ด้านหลังทั้ง 2 ข้างของลำตัวในแนวระดับของกระดูกซี่โครงล่าง ไตมีหน้าที่ขับถ่ายของเสียอันเกิดจากการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ ช่วยควบคุมการทำงานของฮอร์โมน ดังนั้นหากไตมีความบกพร่องในหน้าที่ขจัดของเสียความสมดุลร่างกายก็จะบกพร่องไปด้วย โรคไตมีอยู่ 8 ชนิด แต่ที่รุนแรงที่สุด คือ ไตวายเรื้อรัง โดยอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ซึ่งขณะนั้นยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคไตวาย คือ จะมีอาการอ่อนเพลีย ซึมๆ มึนงง นอนไม่หลับ คันตามร่างกาย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ความรู้สึกรับรสของลิ้นเปลี่ยนไป น้ำหนักลด ชาปลายมือปลายเท้า รู้สึกหนาวง่ายรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณเท้า ปวดศีรษะ แต่อาการเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่อาการเฉพาะโรคไตเสียทีเดียวเพราะอาจพบในโรคอื่นๆ ได้

    อาการเตือนที่สำคัญ 6 อย่าง เกี่ยวกับโรคไต

    • การเปลี่ยนแปลงของการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะออกน้อยลง มีอาการแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะสะดุดหรือมีเศษนิ่วปนออกมา ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ หรือ ปัสสาวะเป็นฟอง

    • มีอาการบวมของใบหน้า เท้า

    • มีอาการปวดเอว ปวดหลังหรือด้านข้าง

    • มีความดันโลหิตสูง

    ผู้ที่เกิดโรคไตวายแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

    • กลุ่มโรคเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตอยู่แล้ว ได้แก่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคนิ่ว

    กลุ่มที่มีโรคซ่อนอยู่แต่ไม่รู้ตัว โดยคิดว่าตนเองสุขภาพดี ไม่เคยเจ็บป่วยไม่เคยเข้าโรงพยาบาล ก็อาจมีโรคไตซ่อนอยู่ โดยไม่มีอาการใดๆ เช่น

    ปัสสาวะเป็นเลือด ส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่อาจไม่ใช่ก็ได้ โดยอาการจะปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ

    ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม

    ปัสสาวะเป็นฟองมาก เพราะมี albumin หรือ โปรตีนออกมามาก ทำให้ปัสสาวะมีฟองขาวๆ หรือฟองเหมือนสบู่

    ปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมมีไข่ขาว-โปรตีน ออกมาพร้อมๆ ปัสสาวะ ก็เป็นข้อสันนิฐาน ได้ว่าน่าจะเป็นโรคไตมากกว่าโรคชนิดอื่น

    ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากการมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว (มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่น พวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น

    การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่น การถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะราด ปวดเบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก และท่อทางเดินปัสสาวะ

    การปวดท้องอย่างรุนแรง ร่วมด้วยการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น มีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไต และทางเดินปัสสาวะ

    การมีก้อนบริเวณไต บริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็นโรคไต เป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต

    การปวดหลัง ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่น และปวดหลังบริเวณไต คือ บริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย

    อาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณ หนังตาในตอนเช้า หรือ หน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั้งตัว อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย คือ โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติคซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

    ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิตสูง อาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆ ความดันโลหิตก็จะสูงได้

    ซีดหรือโลหิตจาง สาเหตุของโรคโลหิตจางมีอยู่หลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไต ก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) เนื่องจากปกติ ไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูก สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรัง ไตจะไม่สามารถสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีด หรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ อย่างไรก็ตาม ควรต้องไปพบแพทย์ ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้อง Lab เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้น ว่าเป็นโรคไต หรือไม่ ?

    • โรคไต การใช้คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ ให้ใช้แบบเข้มข้นใส่ขวดสเปรย์พ่นใต้ลิ้น ทุกๆ 3 ชั่วโมง ข้อสำคัญ : ผู้ป่วยโรคไต ต้องเลิกรับประทาน อาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด อาหารรสเค็ม อาหารทะเล ยกเว้นเนื้อปลาสามารถทานได้


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคตาต้อ

    โรคตาที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้อ”

    • ต้อลม เป็นตุ่มนูน ตรงตาขาวชิดตาดำ ทางหัวตาหรือหางตา เป็นสีเหลืองหรือชมพู สาเหตุเกิดจาก การระคายเคืองจากแสงแดด ลม ฝุ่น ถ้ามีการอักเสบจะแดงขึ้นมาก และอาจมีอาการระคายเคือง แสบตา คันตา

    การป้องกัน ทำได้โดยใส่แว่นกันแดด หลีกเหลี่ยงลม ฝุ่น ถ้าเป็นมากขึ้นจะลามเข้าตาดำเป็นต้อเนื้อ

    • ต้อเนื้อ มีลักษณะเป็นเนื้อแดงๆ ตรงหัวตาหรือหางตา

    การป้องกัน ทำได้โดยใส่แว่นกันแดด เหมือนต้อลม

    • ต้อกระจก เกิดจากการเสื่อมลงของเลนส์แก้วตา ทำให้แก้วตาซึ่งปกติเคยใส เกิดอาการขุ่นมัวลง ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวลง สู้แสงไม่ค่อยได้ เห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ ถ้าเป็นมากอาจเห็นเป็นจุดขาวในรูม่านตา ตรงกลางตาดำ


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคงูสวัด (Herpes zoster)

    โรคงูสวัด (Herpes zoster)

    • เกิดจากเชื้อ ไวรัสชื่อ วีแซดวี (varicella-zoster virus) เป็นคนละโรคกับเชื้อ โรคเริม คนที่เป็นงูสวัดจะต้องเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน เมื่อภูมิต้านทานอ่อนแอลงจึงกลายเป็นโรคงูสวัด มักจะเป็นผื่นตามแนว dermatome (แนวเส้นประสาทของผิวหนัง) และมักจะปวดมาก

    • อาการของโรคงูสวัด (Herpes zoster)จะมีอาการปวดอย่างมากบริเวณที่เป็นงูสวัด เจ็บแสบๆ ร้อนๆ บางคนมีอาการคันร่วมด้วยหรือเป็นไข้ได้ บางคนทรมานจากอาการปวดมากจนนอนไม่หลับ เมื่อเป็นอาการผิวหนังแดง มีผื่นขึ้น และบริเวณที่เป็นจะมีกลุ่มของตุ่มน้ำในผิวหนัง ต่อมาตุ่มน้ำจะเริ่มแห้งตกสะเก็ดและจางหายไป เวลาที่เริ่มเป็นจนหายไปใช้เวลาประมาณ 7-14 วันในเด็ก และโรคนี้จะไม่รุนแรงเท่าผู้ใหญ่ ลักษณะผื่นใน 2 – 3 วันแรก จะมีอาการปวดแสบปวดร้อน อยู่ประมาณ 3-5 วัน ลักษณะอาการจะเห้นเป็นแนวทางขวางตามลำตัวด้านหน้า ด้านหลัง รอบเอว ตามแนวเส้นประสาทตามยาวที่แขนและขา หรือตามแนวเส้นประสาทที่บริเวณใบหน้า นัยต์ตา หู ศีรษะ เป็นต้น หากลามเข้าในตาแล้วจะทำให้ตาบอด งูสวัด ไม่สามารถจะพันตัวเรา จะมากที่สุดที่บริเวณกึ่งกลางลำตัวเท่านั้น ในคนธรรมดาที่มีภูมิต้านทานปกติ งูสวัดจะไม่ลุกลามเข้ามากึ่งกลางลำตัวไปอีกซีกหนึ่งของร่างกาย ยกเว้นกลุ่มของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำมากๆ เช่นกรณีกลุ่มคนที่เป็นโรคเอดส์ หากคนกลุ่มนี้เป็นงูสว้ด ก็อาจจะปรากฏขึ้นสองข้างพร้อกัน ดูเหมือนงูสวัดพันข้ามแนวกึ่งกลางลำตัวไปอีกซีกหนึ่งของร่างกายได้ หรือเป็นงูสวัดทั่วร่างกายได้ ดังนั้นภูมิคุ้มกันที่ดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคเริม (Herpes simplex)

    โรคเริม (Herpes simplex)

    โรคเริม (Herpes simplex) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ “Herpes simplex” เชื้อไวรัสตัวนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำให้เกิดแผล (cold sore) ที่พบบริเวณ ริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง หรือมุมปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และชนิดที่พบบริเวณ อวัยวะเพศ เริมชนิดนี้จะพบในผู้ใหญมากกว่าเด็ก ลักษณอาการแบ่งได้เป็นหลายระยะ โดยจะเริ่มจากความรู้สึกคันหรือเจ็บยิบๆ บริเวณที่จะเกิดแผล แล้วจะมีผื่น กลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใส ซึ่งภายหลังจะรวมกันอยู่บนผิวหนังแระมาณ 1 – 2 วัน จากนั้นตุ่มน้ำใสนี้จะ แตกออกและตกสะเก็ดแต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นเกือบถึง 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เราไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเริมได้อย่างเด็ดขาดแต่เชื้อจะมีระยะพักตัว ซึ่งมักพักตัวอยู่ในเส้นประสาท และก่อให้เกิดตุ่มใสขึ้นอีกได้เสมอๆ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง ความเครียดทางร่างกายหรือความเครียดทางจิตใจ ช่วงมีประจำเดือน เป็นต้น

    ชนิดของไวรัสเริม เชื้อไวรัสเริมมีอยู่ 2 ชนิด คือ (1) Herpes simplex virus type I : HSV-I มักทำให้เกิดแผลบริเวณริมฝีปาก หรือ ในช่องปาก หรือบริเวณใดก็ได้ใต้สะเดือ (2) Herpes simplex type II : HSV-II ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศของทั้งชาย และหญิง

    การติดต่อเริมทั้ง 2 ชนิดนี้ ติดต่อกันโดยตรงทาง การใช้แก้วน้ำร่วมกัน การจูบ หรือการติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงการสัมผัสของที่มีผู้มีเชื้อใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือ ช้อน เป็นต้น

    การเกิดโรคซ้ำ อาการแผลของเริมอาจเกิดเป็นซ้ำได้อีก เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมนี้จะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (ganglion) และมักจะทำให้เป็นเริมซ้ำที่บริเวณเดิม หรือใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมเสมอ ปัจจัยที่ทำให้เป็นเริมซ้ำได้อีกมีดังนี้

  • การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ความเครียด วิตกกังวล
  • ความเจ็บป่วย ความทรุดโทรม หรือในช่วงที่สุขภาพอ่อนแอ ก็จะกลับมาเป็นเริมได้อีก
  • อากาศ แสงแดด
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่นระหว่างมีรอบเดือน
  • ลักษณะของโรคเริม เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 6 – 8 วัน จะทำให้บริเวณนั้นเกิดตุ่มน้ำพองใส เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถติดต่อิไปสู่ผู้อื่น อาการที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะคันแสบร้อนบริเวณรอบๆ ตุ่มใสๆ นี้ ซึ่งต่อมาจะแตกออกมาเป็นแผลตื้นๆ หลายแผลติดกัน ตกสะเก็ด และหายไปในที่สุด ซึ่งมักจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้

    ลักษณะของเริมที่อวัยวะเพศ โรคเริมที่อวัยวะเพศนี้ มีอัตราการติดต่อสูง ซึ่งโดยมากมักจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่ การใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่ได้ป้องกันโรคนี้ได้เสียทีเดียว

    อาการของเริมที่อวัยวะเพศ มักเป็นรุนแรงในช่วงการติดเชื้อครั้งแรก โดยเริ่มปรากฏขึ้นประมาณ 2-3 วัน ถึง 3 อาทิตย์ หลังจากได้รับเชื้อ คือ มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล และอาจมีอาการปวดศีรษะเป็นไข้ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อก่อน และเมทื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 วัน จะปรากกตุ่มใสๆ เกิดขึ้นและมีอาการเจ็บปวดมาก โดยเฉพาะในผู้หญิงผู้ป่วยจะมีอาการของโรคนาน 3 -6 อาทิตย์ หลังตจากนั้นเชื้อไวรัสอาจยังอาศัยและซ่อนตัวอยู่ในร่างกายอีกในสภาวะพักตัว และทำให้เกิดเป็นๆ หายๆ มากหรือน้อย แล้วแต่บุคคล เช่น เมื่อมีอารมณ์เครียด มีประจำเดือน หรือ มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

    การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคเริมอวัยวะเพศ

  • งดมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสแผลโดยตรง จนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามงดเว้นการแตะต้องกับบริเวณแผล เพราะอาจแพร่ไปสู่บริเวณร่างกายได้
  • สตรีมีครรภ์ควรได้รับการตรวจเกี่ยวกับเริมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด
  • สตรีที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศ มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจเป็นประจำ
  • สวมชั้นในชนิดฝ้าย ละเว้นการสวมเครื่องนุ่งห่ม หรือกางเกงที่คับเช่น กางเกงยีนส์ สตรีควรงดการสวมกางเกงชนิดที่ทำจากไนล่อนหรือลินิน

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

    โรคธาลัสซีเมีย คือ โรคซีดชนิดหนึ่งที่สามารถติดต่อได้ทางกรรมพันธ์ และมีการสร้างฮีโมโกลบิน ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติและแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อน อื่นๆ ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคนี้จะได้รับยีนที่ผิดปกติของพ่อ และแม่

    โรคธาลัสซีเมีย แบ่งออกได้หลายชนิด จึงของสรุปลักษณะเด่นๆ ดังต่อไปนี้คือ

  • เบต้าธาลัสซีเมีย มีอาการดังนี้ คือ ซีดเรื้อรัง มีญาติพี่น้องเป็นโรคธาลัสซีเมีย หน้าผากโหนก โหนกแก้มสูง ดั้งจมูกแฟบ เตี้ยแคระแกรน พุงป่อง ม้ามโต
  • เบต้าธาลัสซีเมีย / ฮีโมโกลบินอี มีอาการดังนี้ คือ กลุ่มนี้ แรกเกิดจะผิดปกติ จะเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ ภายในขวบปีแรก อาการที่สำคัญคือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามและตับโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน จมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันบนยื่น กระดูกบางเปราะหักง่าย ร่างกายแคระแกรน เจริญเติบโตไม่สมอายุ ในรายที่ซีดมากจำเป็นต้องได้รับเลือด แต่เนื่องจากในเลือดมีธาตุเหล็กมาก ฉะนั้นหากผู้ป่วยได้รับเลือดบ่อยๆ จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญคือ มีธาตุเหล็กมากเกินไป สะสมในอวัยวะต่างๆ มีผลทำให้ผิวคล้ำ เป็นตับแข็ง เบาหวาน หัวใจล้มเหลว เป็นต้น
  • อัลฟ่าธาลัสซีเมีย มีอาการดังนี้ เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด อาจตายตั้งแต่ในครรภ์ หรือตายขณะคลอด หรือหลังคลอดเล็กน้อย ทารกมีลักษณะบวมซีด รกมีขนาดใหญ่ ท้องป่องตับโตมาก ส่วนแม่ตั้งครรภ์ลูกที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์คือ ครรภ์เป็นพิษ มีความดันเลือดสูง บวม มักมีการคลอดที่ผิดปกติ และมีการตกเลือดกลังคลอดด้วย อาการที่ปรากฏคือ ซีด ตาและตัวเหลือ ตับและม้ามโต ทำให้ท้องป่องและแน่นอึดอัด ตัวแคระแกร็น ใบหน้ามีลักษณะผิดปกติ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ใบหน้าธาลัสซีเมีย“ คือ ดั้งจมูกแฟบ ตาห่างกัน กระดูกโหนกแก้ม หน้าผาก และขากรรไกรด้านบน นูนแน่น ถ้าซีดมาก จะมีอาการเหนื่อย ต้องให้เลือด แต่ถ้ารุรแรงมากอาจต้องให้เลือดทุกๆ 2 สัปดาห์ หรือทุกเดือน และทำให้เลือดที่ได้รับไปมากๆ ไปทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ และเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ตับแข็ง เบาหวาน เป็นต้น
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  • ดร. เบอร์กี้ รายงานว่าคลอโรฟิลล์ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้หลายชนิด ทำให้หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยลดความดันสูง และกระตุ้นทางเดินอาหารให้ทำงานดีขึ้น
  • ดร. เคปฮาร์ รายงานผลการใช้คลอโรฟิลล์รักษาผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง พบว่าได้ผลดีในผู้ป่วยที่ไม่ขาดธาตุเหล็กและธาตุทองแดง

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคข้ออักเสบ ปวดกระดูก โรคเก๊าต์

    โรคข้ออักเสบ มีอยู่ด้วยกัน กว่า 100 ชนิด และเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยมีอาการดังต่อไปนี้

  • ข้อต่อแห่งหนึ่งบวม หรือข้อต่อหลายแห่งบวมพร้อมกัน
  • มีอาการข้อติดเป็นเวลานาน เมื่อตื่นนอนตอนเช้า
  • ปวดและกดเจ็บตามข้อต่อต่างๆ เป็นๆ หายๆ และเคลื่อนไหวข้อต่อไม่ได้ตามปกติ
  • เป็นไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียเพราะปวดข้อ
  • ถ้ามีอาการดังกล่าว ข้อใดข้อหนึ่งเป็นครั้งแรก และเป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ และควรแยกโรคข้ออักเสบแต่ละชนิดออกจากกัน เช่น รูมาตอยด์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

    ผู้ป่วยควรรักษาสุขภาพ ให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ให้มีความยืดหยุ่นอยู่สูง และอดทนต่อแรงกระทำต่างๆ ได้ดี เพื่อสิ่งเหล่านี้จะช่วยป้องกัน ไม่ให้ข้อต่อถูกทำลายได้ง่าย และรักษาให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ ลดอาการข้อติด และก่อให้เกิดอาการเจ็บข้อต่อน้อยที่สุด การออกกำลังกายมีวิธีการที่แตกต่างกันไป แล้วแต่วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ถ้าต้องการสร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อ การออกกำลังกายควรเป็นลักษณะการยืดหยุ่นอย่างนุ่มนวล เพื่อยืด ข้อต่อให้มากที่สุด ในรายที่เป็นโรคข้อเสื่อมขั้นรุนแรง การเคลื่อนไหวของข้อต่อ อาจทำให้ปวดเจ็บง่ายขึ้น

    โรคเก๊าต์ เป็นโรคข้ออักเสบที่รู้จักกันมานาน ถือได้ว่าป็นโรคที่เก่าแก่ที่สุดโรคหนึ่งในประวัติศาสตร์ และก็ยังพบว่าเป็นปัญหาโรคข้อที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ้งอุบัติการณ์ของโรคเก๊าต์ที่สูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่มีกรดยูริคในเลือดสูง เป็นเวลานาน ทำให้มีการตกตะกอนตกผลึกยูเรตตามเนื้อเยื่อรอบข้อต่างๆ จึงเกิดอาการอักเสบที่ข้อ พบบ่อยที่ข้อนิ้วเท้า นิ้วมือ ข้อเข่า และถ้ามีการอักเสบของโรคนี้นาน จะทำให้พิการได้ โรคเก๊าต์ มักเกิดในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนในผู้หญิงพบได้น้อยมาก แต่ถ้าเกิดมักจะพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้ว กรดยูริคในเลือดมาจากสาร พิวรีน ที่มีมากในอาหารโปรตีนและเครื่องในสัตว์ ดังนั้น สาเหตุ ของการเกิดโรคเก๊าต์ ได้

    ภาวะกรดยูริคเกิดจาก

  • การสลายตัวของโปรตีนในอาหารที่รับประทานเข้าไป
  • ผลพลอยได้จากขบวนการสร้างโปรตีนในร่างกาย
  • ไตมีปัญหาในการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคเบาหวาน ทำให้กรดยูริคตกตะกอนง่ายขึ้น
  • กรรมพันธุ์
  • ลักษณะของโรคเก๊าต์ จะเป็นการอักเสบของข้อที่เกิดขึ้นเฉียบพลันทันทีทันใด อาการเป็นอยู่ประมาณ 5 – 10 วัน แล้วก็หายไป ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดเป็นโรคเรื้อรัง เกิดการอักเสบของข้อเป็นๆ หายๆ และโรคจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาการที่เป็นคือ ปวดข้อกระดูก บวมแดง ร้อน เคลื่อยไหวข้อจะปวดมาก พบบ่อยที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า อาการปวดจะเพิ่มขึ้น ในเวลาอันสั้น และเคยเป็นที่ข้อไหนก็มักจะเป็นซ้ำที่ข้อเดิม มักมีอาการอัเสบเวลากลางคืน หรือภายหลังการเดิน การออกกำลังกายมากเกินไป หากรับประทานอาหารจำพวกที่มีกรดยูริคสูงมักเกิดอาการ หรือดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอร์

    โครงสร้างของข้อกระดูกจะผิดรูปร่างเดิม เช่น นิ้วมือคด ทำให้เสียสมรรถนภาพในการเคลื่อนไหว

    อาจมีอาการไตวายแทรกซ้อน ในรายที่กรดยูริคตกผลึกในไต

    หากเป็นชนิดเรื้อรังจะพบ ปุ่มก้อน นูนรอบๆ ข้อที่เคยอักเสบ และอาจแตกเป็นแผลมีสารขาวๆ คล้ายแป้ง ทะลักออกมา

    สาเหตุของโรคเก๊าต์

  • การรับประทานอาหารที่มีสาร พิวรีน มาก เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ทุกชนิด สัตว์ปีก ถั่วเมล็ดแห้ง และการกินอาหารที่มีไขมันมากจะทำให้การขับถ่ายกรดยูริค ออกจากร่างกายเป็นไปได้ยาก
  • ร่างกายมีการสร้างกรดยูริคมากขึ้น มักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ และเพศชาย
  • จากดื่มเหล้าและเบียร์
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโรคโลหิต ทำให้มีกรดยูริค ในเลือดสูง
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น จากการบาดเจ็บ การผ่าตัด ความเครียด จะมีผลทำให้กรดยูริค ในเลือดสูงขึ้น
  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • สัตว์ปีก เช่น ไก่ นก เป็ด
  • เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เช่น ตับหมู ตับไก่ หัวใจไก่
  • ผักบางชนิด เช่น ยอดคะน้า ยอดตำลึง หน่อไม้
  • คลอโรฟิลล์ที่สกัดจากอัลฟัลฟ่า กับ โรคปวดข้อแข็ง รูมาตอยด์

  • สารอาหารในอัลฟัลฟ่า จะช่วยปรับสมดุลย์ กรด-ด่าง ในร่างกาย ป้องกันการสะสมของกรดยูริคและกรดอื่นๆ ตามข้อต่อต่างๆ ในหนังสือของ แคทเทอรีน เองวูล ชื่อ Feel Like a Million ได้กล่าวว่า “ ความมหัศจรรย์ของ อัลฟัลฟ่าเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อให้คนไข้รูมาตอยด์ใช้อัลฟัลฟ่า เพื่อรักษาอาการปวดตามข้อ ก็ได้รับรายงานจากคนไข้ว่าสามารถงอมือได้สะดวกยิ่งขึ้นและความเจ็บปวดก็หายไป “

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคกระเพาะ

    คลอโรฟิลล์ สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพของกระเพาะอาหารลำไส้ เราได้รับข่าวบ่อยครั้ง จากผู้ที่ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานเรื้อรัง จากการปวดท้องอย่างรุนแรงแจ้งมาว่าอาการปวดเหล่านั้นจะหายไปเกือบทันทีเมื่อบริโภคคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้ยังมีรายงานจำนวนมากจากผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง มีอาการหายเป็นปกติหลังจากบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำ เราทราบกันอยู่แล้วว่า การรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดจากคลอโรฟิลล์ เกลือแร่และเอ็มไซม์ในอัลฟัลฟ่ามีปฏิกิริยร่วมกันนั้นเอง ขั้นแรกสุดเอ็มไซม์จะช่วยย่อยอาหาร ต่อมาคลอโรฟิลล์จะช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารด้วยการกระตุ้น การสร้างกล้ามเนื้อเล็กๆ ใหม่ในผนังของกระเพาะ ทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายไป และสิ่งสุดท้ายก็คือ ระบบย่อยอาหารผิดปกติหรือการเกิดแผลในกระเพาะ มักเกิดจากเครียดเมื่อร่างกายมีความเครียด ธาตุโปแตสเซี่ยมจะทำลายและบีบรัดของกระเพาะทำงานไม่เป็นปกติ คลอโรฟิลล์มีธาตุ โปแตสเซียมจะถูกทำลายและบีบรัดกระเพาะทำงานไม่เป็นปกติ คลอโรฟิลล์มีธาตุโปแตสเซี่ยมสูงมากจะช่วยลดสภาวะการเครียดจากการขาดธาตุโปแตสเซี่ยมได้ดี

    คลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่ากับโรคกระเพาะอาหาร มีแพทย์จำนวนมากที่ใช้อัลฟัลฟ่า กับโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เช่น มีแก๊สในกระเพาะอาหารมากเกิดอาการจุกเสียดเป็นประจำ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และโรคเบื่ออาหาร โดยพบว่า อัลฟัลฟ่ามีวิตามินยู ซึ่ง ดร. กาเนนท์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า วิตามินยู มีศักยภาพสูงในการรักษาโรคกระเพาะ ทำให้การสมานแผลในกระเพาะดีขึ้น และการหลั่งน้ำย่อยเป็นปกติ อัลฟัลฟ่ายังมีเอมไซม์ Bataine ซึ่งเป็นเอมไซม์ สำหรับย่อย และเอมไซม์ชนิดอื่นๆ อีก 7 ชนิดที่ส่งเสริม ปฏิกิริยาเคมีที่สามารถทำให้การดูดซึมสารอาหารภายในร่างกายให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งการมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูงของอัลฟัลฟ่า จะทำให้ผิวที่เคลือบกระเพาะอาหารมีความแข็งแรง ซึ่งพบว่าอัลฟัลฟ่า สามารถช่วยโรคกระเพาะอาหาร อาการปวดท้องโดยมีแก๊สมาก รักษาแผลในกระเพาะ และลำไส้เล็กได้เป็นอย่างดี

    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    ดร. แครนซ์ วิจัยพบว่าคลอโรฟิลล์บรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ดี และจากรายงานของ ดร. ซามูแอล ในคนไข้ที่เลือดออกในกระเพาะอาหาร 36 ราย ปรากฎว่าทุกรายมีอาการดีขึ้นและหายภายใน 12-22 วัน

    มะเร็งทางเดินอาหาร

    มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบได้บ่อยและคร่าชีวิตคนไปเป็นจำนวนมาก ในเมืองไทยก็พบว่า คนไทยเชื้อสายจีนป่วยเป็นมะเร็งกะเพาะอาหาร หรือมะเร็งลำไส้กันค่อนมาก เมื่อเทียบกับคนไทยแท้ๆ หรือคนไทยที่มีเชื้อสายมาจากชาติอื่น อาหารการกิน น่าจะเป็นต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมในการเกิดโรคเหล่านี้ เช่นเดียวของฝรั่งที่พบว่า อาหารประจำชาติของพวกเขาไม่มีเส้นใยทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่นั่นเอง อีกสาเหตุหนึ่งก็คือมาจากยีนส์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งทางเดินอาหารที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ

    สมัยก่อนเชื่อกันว่า อาหารหมักดองที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อราที่มี แอฟลาทอกซิน เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งทางเดินอาหาร แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ สาเหตุที่สำคัญก็คือ อาหารปนเปื้อนเชื้อราตกเป็นรองอาหารปนเปื้อนสารต่างๆ สารพิษต่างๆที่เราได้รับในปัจจุบันก็คือ มาจากยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ยาปฏิชีวนะที่นำมาผสมในอาหารสัตว์ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจุบันนี้คนไทยก็พากันบริโภคสารเหล่านี้เข้าไปอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

    ภัยเงียบของโรคมะเร็งทางเดินอาหารที่ควรทราบ

    มะเร็งเกือบทุกประเภท จะมีลักษณะของการุกเงียบ กว่าจะมีอาการให้เห็นก็ มักจะสายเกินแก้เสียแล้ว ส่วนใหญ่เริ่มด้วยอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น คล้ายโรคกระเพาะธรรมดา อาจมีอาการปวดท้องปวดหลังในระยะต่อมา มีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ บางครั้งมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือดดำ สลับกับบางครั้งเลือดแดงๆ ปนมูก หนักกว่านั้นก็จะมีอาการอาเจียร มีก้อนแข็งในท้อง การตรวจร่างกายทั่วไปไม่ค่อยได้ประโยชน์ใดๆ ในการช่วยวินิจฉัย ยกเว้นเป็นมากจนคลำพบก้อนในท้องแข็ง หรือมีอาการตับโตเพราะโรคกระจายไปมากแล้ว การรักษามะเร็งในระบบทางเดินอาหารในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มีอยู่ 2 วิธี คือ การผ่าตัด กับการให้เคมีบำบัด ส่วนการใช้รังสีส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร สำหรับการผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหาร อาจตัดเป็นบางส่วน หรือทั้งหมดหากเป็นมาก การให้เคมีบำบัดมีอยู่ 2 แบบ แบบแรก ให้เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งกระจายไปที่อื่นโดยเฉพาะ คือที่ตับ


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด

    ประสิทธิภาพที่น่าสนใจในการรักษาโรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังที่เกิดจากการแพ้

    โรคภูมิแพ้ ในเด็กพบอยู่ทั่วไป เช่น ช่องโพรงจมูกอักเสบ หอบหืดและโรคผิวหนังอักเสบ (Atopicdermatitis) เคยเชื่อกันว่า โรคภูมิแพ้ในเด็กจะหายไปมื่อเด็กโตขึ้น แต่บางรายไม่หายแม้เติบโตเป็นหนุ่มสาว โดยเฉพาะกรณีผิวหนังอักเสบซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและเกาจนผิวหนังเห่อหนาขึ้น โรคภูมิแพ้เชื่อกันว่าเกิดจากปฎิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันไม่ปกติ วิทยาการทางการแพทย์แผนปัจจุบันยัง ไม่มีข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอจึงทำให้ยังไม่อาจหาวิธีรักษาที่ดีได้

    โรคของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากความไวผิดปกติของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น มีผลให้ท่อทางเดินหายใจเกิดการตีบแคบ อาการที่เกิดขึ้น เช่น หายใจลำบาก ไอ หายใจมีเสียงวี๊ด หายใจถี่ และรู้สึกแน่นหน้าอก ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบริมฝีปากและเล็บมีสีเขียวคล้ำ หอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง และอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

    สาเหตุมีหลายประการ อาทิ การกระทบ สารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ไร ขนสัตว์ ละอองเกสร สารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ มลพิษในอากาศ กลิ่นควัน อากาศเปลี่ยนแปลง การติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ และการแพ้อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม ปลา สารผสมในอาหาร

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อฟื้นฟูโรคภูมิแพ้

    โรคภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % กับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โดยต้องเลิกรับประทาน นมวัว หรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับ เด็กที่เลือดกำเดาไหลบ่อย และเด็กที่เป็นโรคหูน้ำหนวก ซึ่งจะกล่าวต่อไป

    งานวัจัยที่เกี่ยวข้อง

  • ดร. เรดพาธและคณะฯ รายงานผลที่น่าพอใจในการใช้คลอโรฟิลล์รักษาผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจ 1,000 ราย

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคไซนัสอักเสบ

    ไซนัส (Sinusitis) เป็นโพรงอากาศในกระดูกใบหน้าอยู่บริเวณรอบๆ จมูก ในโพรงอากาศ หรือไซนัสนี้ จะมีเยื่อบุซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับเยื่อบุช่องจมูกและติดต่อกัน โดยผ่านรุเล็กๆ มีอยู่ 4 คู่ได้แก่

    1. ไซนัสบริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง (Maxillary sinus)

    2. ไซนัสระหว่างลูกตาบริเวณหัวตา 2 ข้าง (ethmotd sinus)

    3. ไซนัสบริเวณหน้าผากใกล้กับคิ้ว 2 ข้าง (frontal sinus)

    4. ไซนัสที่อยู่ในกระโหลกศีรษะใกล้ฐานสมอง (sphenoid sinus)

    ไซนัส (Sinusitis) เนื่องจากไซนัสเป็นโพรงอากาศ ดังนั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศีรษะเราเบาขึ้น เวลาพูดมีเสียงก้องกังวาน และขณะเดียวกันเยื่อบุของไซนัสและจมูกจะผลิตน้ำมูกใสๆ ประมาณวันละ 0.5 – 1 ลิตร เพื่อดักจับฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ในอากาศ ขณะเดียวกันบนเยื่อบุเหล่านี้จะมีขนาดเล็ก (cilia) ที่คอยโบกพัดเอาน้ำมูกเหล่านี้ลงไปด้านหลังของจมูก สู่ช่องคอและเมื่อพลัดลงคอเราก็กลืนลงไปจากนั้นกรดในกระเพาะอาหารก็จะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคให้หมดไป นอกจากนั้นไซนัสยังทำหน้าที่คล้ายเป็นเครื่องฟอกอากาศของปอด นั่นคือ เมื่อเราหายใจเข้าไปอากาศก็ผ่านบริเวณจมูกที่มีเยื่อบุต่อกับเยื่อบุไซนัสปกติเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยถ่ายเทความร้อนชื้นจากหลอดเลือดบนเยื่อบุ ทำให้อากาศอุ่นและชื้นขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายของคนเรา การไหลของน้ำมูกลงคอนี้ เราจะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าจะเกินจำนวนที่ผลิตได้มากเกินไป ซึ่งจะเกิดจากการระคายเคืองจากสารก่อภูมิแพ้ ควันบุหรี่ มลภาวะอากาศเป็นพิษ สารเคมี ควันรถยนต์หรือมีการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อหวัด สิ่งเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุจมูกและไซนัสผลิตน้ำมูกใสๆ ออกมาเพิ่มมากกว่าปกติ เพื่อชะล้างสิ่งที่ระคายเคืองกลายเป็นเสมหะลงคอ (post nasel drip) และถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย (bacteria) จะทำให้น้ำมูกใสเปลี่ยนสภาพเป็นสีเขียวข้นหรือเหลืองได้

    สาเหตุที่ทำให้ไซนัสอักเสบ ปกติไซนัสหรือโพรงอากาศทั้งหลายจะมีทางเชื่อมต่อกับโพรงจมูก ซึ่งทางเชื่อมต่อนี้จะเปิดโล่งปละน้ำเมือกใสๆ ที่มีการสร้างอยู่ในไซนัสก็สามารถไหลมาระบายลงสู่โพรงจมูกได้ แต่หากทางเชื่อมดังกล่าวเกิดการอุดกั้นขึ้นมา ด้วยสาเหตุใดก็ตาม ส่วนใหญ่คนเราหายใจไม่สะดวก มีน้ำมูกอยู่ในจมูกก็มักจะสูดจมูก พฤติกรรมดังกล่าวจะทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในจมูกเข้าไปในโพรงอากาศของไซนัสทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อมีการอักเสบของเยื่อบุจมูกทำให้รูที่ติดต่อระหว่างโพรงอากาศกับจมูกตันขึ้น น้ำมูกที่ผลิตในไซนัสไม่สามารถออกมาได้ ก็ทำให้เรามีอาการปวดบริเวณหน้าผากหัวคิ้ว ระหว่างตาทั้งสองข้าง หรือบริเวณแก้มได้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นอาการปวดจากไซนัสอักเสบ ถ้าไม่ได้การรับการรักษาอย่างถูกต้องเพียงพอ รูเปิดระหว่างช่องจมูกและไซนัส ก็จะมีการตีบตันนานเรื้อรัง การบวมของเยื่อบุอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นริดสีดวงจมูก และมีการติดเชื้ออักเสบเป็นหนองในไซนัสได้

    คนที่มีอาการจากภูมิแพ้ที่มีอาการจาม คัดแน่นจมูกและคันจมูกเป็นประจำ มักจะทำให้ทางเชื่อมระหว่างไซนัสกับโพรงจมูกมีอาการบวมและเกิดการอุดตัน นำไปสู่การเป็นสาเหตุอันหนึ่งที่จะเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ จึงพูดได้ว่าทั้งภูมิแพ้และไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ในการช่วยฟื้นฟู ซึ่งมักจะมีน้ำมูกไหลออกมาเกือบตลอดเวลา ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์หยอดช้าๆเข้ารูจมูกข้างละประมาณ 30 - 50 หยด (แหงนหน้าให้รูจมูกเงยขึ้นในท่านอนหงายหรือนั่งเก้าอี้เอนไปข้างหลัง) โดยทำทีละข้าง ให้หายใจทางปากเพื่อป้องกันการสำลัก เมื่อครบ 2 ข้างแล้วให้ก้มหน้าลงปล่อยให้น้ำคลอโรฟิลล์และน้ำมูกไหลออกไปเอง (ห้ามสั่งน้ำมูก) ทำอย่างนี้ทุกวันจนครบ 6 วันแล้ว ให้พักติดต่อกันอีก 6 วัน จึงจะทำต่อไปอีกถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • ลำไส้อักเสบ และอาหารเป็นพิษ

    ลำไส้อักเสบ (gastroenteritis) เป็นเรื่องที่น่าสนใจ บางท่านยังสับสนในภาวะ 2 อย่างนี้คือ ลำไส้อักเสบ หรืออาหารเป็นพิษ และเป็นภาวะที่พบบ่อยมาก เกือบจะบ่อยที่สุดในเมืองท่องเที่ยวและชายทะเล ลำไส้อักเสบและอาหารเป็นพิษต่างกันอย่างไร ส่วนใหญ่ ชาวบ้านจะทราบเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษและวิธีปฏิบัติตนมากกว่าลำไส้อักเสบ อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ปนเปื้อน ส่วนลำไส้อักเสบ หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้

    อาหารเป็นพิษ (food poisoning) อาหารเป็นพิษ หมายถึง อาการท้องเดินเนื่องจากการกินอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน อาจเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อโรค หรือสารเคมี เช่น ตะกั่ว ยาฆ่าแมลง เป็นต้น หรือพืชพิษ เช่ย เห็ดพิษ โดยทั่วไปเรามักหมายถึง อาการท้องเดินที่เกิดจากสารพิษ จากเชื้อโรค เพราะเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่นๆ ในที่นี้จะได้กล่าวถึงอาหารเป็นพิษจากเชื้อสแตฟฟี่โลค็อกคัส อาหารเป็นพิษจากเชื้อสเตรปโตค๊อกคัส ยังมีสารอาหารเป็พิษจากเชื้อซัลโมเนลลา และอาหารเป็นพิษจากเชขื้อคลอสตริเดียมซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน มักพบว่าในหมู่คนที่กินอาหารร่วมกัน จะมีอาการพร้อมกันหลายคน ซึ่งอาจมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป แล้วแต่บุลคลและปริมาณที่กิน ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้มีภาวะขาดน้ำเป็นอันตรายได้ ถ้ากิดจากสารเคมีหรือพืชพิษบางชนิด อาจทำใหเกิดพิษต่อระบบประสาท เช่น ชัก หมดสติ รูม่านตาหดเล็ก เป็นต้น อาจร้ายถึงตายได้

    อาการอาหารเป็นพิษ เกิดทันทีทันใดด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดบิดในท้องเป็นพักๆ และถ่ายเป็นน้ำ ส่วนมากจะไม่มีไข้ อาการมักจะหายได้เองภายใน 1-2 วัน อาจมีภาวะขาดน้ำ อาการแทรกซ้อน


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • อาการนอนไม่หลับ

    นอนไม่หลับ ร่างกายเราเหมือนเครื่องจักรที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การนอนก็คือการหยุดพัก ร่างกายจะอาศัยช่วงเวลาที่หยุดพักนี้เพื่อซ่อมแซมและพักฟื้นตนเอง รวมทั้งซ่อมแซมปรับปรุงส่วนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความจำและขับของเสีย รวมทั้งสะสมพลังงานเพื่อใช้ในวันรุ่งขึ้น การนอนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คนเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตในการนอน

    การนอนหลับอย่างเพียงพอ ทั้งทางด้านระยะเวลาและคุณภาพการนอนหลับ จะเป็นหลักประกันต่อสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดี เนื่องจากช่วงเวลาที่เรานอนหลับ ร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนสำคัญหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการหลั่งฮอร์โมน (Growth Hormone ,GH) มากกว่าช่วงที่ไม่นอนถึง 3 เท่า ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย นอกจากนี้ การนอนหลับในแต่ละช่วงเวลามีความสำคัญต่างกันต่อสุขภาพ ฉะนั้นการนอนไม่หลับเป็นประจำ หรือนอนหลับแบบไม่มีคุณภาพ จึงส่งผลกระทบต่อทุกๆ ระบบของร่างกาย ทำให้แก่ก่อนวัยอันสมควร และเพิ่มความเสี่ยงต่อหลายๆ โรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน ความจำเสื่อม โรคซึมเศร้า เป็นต้น ลองศึกษาเรื่องของ นาฬิกาของชีวิต (Biological Clock) ซึ่งเป็นการผสมผสานกับความรู้เรื่องธรรมชาติบำบัด และให้ความรู้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังมีความเสื่อมของร่างกาย

    นาฬิกาของชีวิต (Biological Clock)

    นาฬิกาของชีวิต (Biological Clock) ถูกติดตั้งไว้ในร่างกายพร้อมการกำเนิดมนุษย์ ตั้งแต่เวลาตื่น เวลานอน เวลากิน เวลาขับถ่าย เวลาออกกำลังกาย เป็นตัวบอกสัญญาณเวลาหาคู่ ตลอดจนบอกเวลาแห่งความเป็นความตายของมนุษย์ที่น่าเชื่อถือที่สุด หากคุณต้องการจัดระเบียบชีวิตเสียใหม่ ให้กิจกรรมประจำวันมีความสอดคล้องกับกฏเกณฑ์เวลาของนาฬิกาชีวิต คุณต้องรู้ว่าในแต่ละวันควรทำอะไรบ้างในแต่ชั่วโมง

    ช่วงเวลา 01.00 – 03.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของตับ เป็นช่วงเวลาที่ตับหลั่งสารเอนโดฟิน (Endorphin) และช่วงนี้ไม่ใช่เวลากินอาหาร หากกินอาหารในช่วงนี้ ตับจะเสื่อมเร็ว เพราะตับมีหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย หน้าที่รองคือ ดูแลความงามให้ผม ขน เล็บ และช่วยหลั่งน้ำย่อยให้กระเพาะ ถ้ากินบ่อยตับจะทำงานหนัก ทำให้การทำหน้าที่หลักบกพร่องไป เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ

    ช่วงเวลา 03.00 – 05.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของปอด จึงควรตื่นนอนเพื่อมาสูดอากาศบริสุทธิ์ และเตรียมตัวรับแสงแดดยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนในช่วงนี้เป็นประจำ ปอดจะดีผิวจะดี ลองสังเกตุพระสงฆ์ดู พระจะตื่นมาทำวัตรตอนเช้ามืด และเข้านอนช่วงที่เหมาะสม ดังนั้นกิจกรรมใดที่เกิดขึ้นตอนหลังพลบค่ำมักไม่ก่อประโยชน์ที่คุ้มค่าไปกว่าการนอนหลับ

    ช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของการขับถ่ายโดยผ่านลำไส้ใหญ่ ดังนั้นควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า มิฉะนั้นของเสียจะถูกระบายออกทางผิวหนัง กลิ่นเหม็นจะถูกระบายออกทางลมหายใจ

    ช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยอาหารให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ หากผิดเวลาในช่วงนี้ จะส่งผลให้การตัดสินใจช้า ขี้กังวล ปวดเข่า ขาไม่ค่อยมีแรง แต่ถ้าอดอาหารมื้อนั้น จะทำให้ แก่ก่อนวัย

    ช่วงเวลา 09.00 – 11.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของม้าม ช่วงนี้ห้ามนอนโดยเด็ดขาด เพราะม้ามจะอ่อนแอ ม้ามมีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน ผู้ที่นอนหลับในช่วงเวลานี้ จะปวดศีรษะ เจ็บชายโครง เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง ม้ามสร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย ถ้าม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไปจะแปรสภาพเป็นไขมัน ทำให้อ้วน จะเห็นได้ว่าหากผิดเวลานอน ประสิทธิภาพการทำงานของตับจะลดลง แต่ถ้าอดนอนเพื่อดื่มเหล้าตอนกลางคืนก็จะทำให้ตับที่ไม่ได้พักผ่อนอยู่แล้วต้องมาทำงานหนักเพิ่มขึ้นอีก และหากดื่มเหล้าเสร็จแล้วกลับมานอนช่วงตี 3 - ตี 4 นั้นก็เป็นการทำร้ายปอด และนอนตื่นสายไปถึงช่วงเวลา 10 โมงเช้า ก็ทำให้อดอาหารมื้อเช้าทำให้ดูแก่ก่อนวัยเข้าไปอีก บวกกับตื่นสาย ก็ทำให้ม้ามอ่อนแอ เกิดโรคเกี่ยวกับกระแสเลือด และน้ำเหลือง จะทำให้อยู่ไม่สบายตายก็ไม่สะดวก

    ช่วงเวลา 11.00 – 13.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของหัวใจช่วงนี้จึงเป็นช่วงหลีกเลี่ยงความเครียด และการใช้ความคิดหนัก และระงับความตื่นเต้นตกใจ

    ช่วงเวลา 13.00 – 15.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ช่วงนี้เป็นช่วงที่งดกินอาหารทุกประเภท เพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ได้ทำงาน ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่น พวกวิตามิน และ โปรตีน ต่างๆ เพื่อนำเอากรดอะมิโนไปสร้างเซลล์สมอง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ซึ่งผู้หญิงต้องใช้กรดอะมิโนมากกว่าผู้ชาย จึงมีลำไส้ที่ยาวเพื่อดูดซึมกรดอะมิโนนานกว่า

    ช่วงเวลา 15.00 – 17.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ เป็นช่วงที่เกี่ยวข้องกับระบบความจำ การอั้นปัสสาวะเอาไว้นั้นปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็น ในช่วงเวลานี้เราควรขับเหงื่อด้วยการออกกำลังกาย

    ช่วงเวลา 17.00 – 19.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของไต ควรทำตัวให้สดชื่น ผู้ที่ง่วงเหงาหาวนอนเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้ามีอาการหนักมากจะนอนหลับและเพ้อ ไตซ้ายคุมสมองด้านขวาคือส่วนของความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรี รักสวยรักงาม ถ้าไตซ้ายมีปัญหาจะเป็นคนที่ไม่ดูแลตนเองและจะขี้ร้อน ส่วนไตขวาจะคุมสมองด้านซ้าย ควมคุมด้านความจำ และถ้าไตขวามีปัญหาความจำจะเสื่อม เป็นคนขี้หนาว ถ้าไตแข็งแรง จะเป็นคนกล้าและอายุยืน แต่ถ้าเป็นไตวายจะตายไว ไตจะต้องทำงานหนัก ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ ทำให้เป็นโรคไต ซึ่งจะส่งผลถึงอาการสมองเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ

    ช่วงเวลา 19.00 – 21.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ช่วงนี้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ มีปัญหาเรื่องเยื่อหุ้มหัวใจ คือหัวใจโต หัวใจรั่ว กิจกรรมที่ควรทำช่วงนี้คือ การสวดมนต์ ทำสมาธิ ระวังเรื่องตื่นเต้นดีใจ หัวเราะ ที่จริงควรจะควบคุมอารมณ์ให้เป็นกลางๆ ไปตลอดทั้งวัน เจริญสมาธิทุกขณะจิตไปพร้อมกับการทำงาน คนที่มีเส้นเลือดขอดต้องดูแลเยื่อหุ้มหัวใจให้แข็งแข็งแรง

    ช่วงเวลา 21.00 – 23.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บพลังงาน ต้องทำร่างกายให้อบอุ่น ห้ามอาบน้ำเย็นหรือตากลม เพราะช่วงนี้ลมเป็นพิษ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

    ช่วงเวลา 23.00 – 01.00 น. ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี ซึ่งเป็นถุงสำรองน้ำย่อยที่หลังออกมาจากตับ และเมื่ออวัยวะในร่างกายขาดน้ำ ก็จะดึงน้ำไปจากถุงดีทำให้น้ำดีข้น เป็นผลทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวสายตาเสื่อมลง เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก จามตอนเช้า เพราะถุงน้ำดีจะโยงถึงปอด ปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ สำหรับผู้ที่ตัดถุงน้ำดีออก พบว่ามักมีอาการ ปวดขา ปวดสะโพก ดังนั้นช่วงเวลานี้ควรนอนก่อน 23.00 น.

    การผิดเวลากับนาฬิกาชีวิต ตารางกิจกรรมสัมพันธ์กับสภาวะธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ดูแล้วจะขัดแย้งกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยภาระและหน้าที่ อย่างไรก็ตามการผิดเวลากับนาฬิกาชีวิต โทษที่ได้รับคือการหมดลมหายใจอันก่อนวัยอันสมควร โดยไม่อาจขอความเห็นใจเพื่อจะอยู่ทำงานต่อไปอีก นาฬิกาชีวิต เป็นประกาศิตแห่งเวลาที่จะนำพามนุษย์ไปสู่วิถีแห่งความสุข แต่น่าแปลกที่มนุษย์ต่างก็เดินสวนกับเข็มนาฬิกาเรือนนี้มากขึ้นทุกวัน มนุษย์จึงเป็นโรคและอายุสั้นลงถึง 8 ชั่วโมง จากการทำงานทุกๆ 1 วัน

    ตารางสรุปนาฬิกาชีวิต (Biological Clock)

    วิธีการดูแลรักษาตนเองกับการผักผ่อนให้ตรงเวลา

  • ควรนอนหลับและตื่นนอนอย่างเป็นเวลาไม่ว่าจะเป็นวันหยุดหรือเป็นวันทำงาน เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานอย่างเป็นระเบียบ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดทางร่างกายและอารมณ์ ทำให้ร่างกายหลับดีขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายภายใน 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะจะรบกวนการนอนหลับ
  • งดสารกระตุ้นหลังเที่ยงวัน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ รวมทั้งการงดสูบบุหรี่
  • ตื่นนอนให้ตรงเวลา การตื่นนอนตรงเวลาจะทำให้ร่างกายปรับวงจรในการนอนให้เป็นปกติ
  • ถ้าไม่มีความจำเป็นไม่ควรใช้ยานอนหลับ เพราะจะทำให้ติด และเมื่อหยุดยาทำให้นอนหลับยากกว่าเดิม
  • พยายามผ่อนคลายช่วง 1 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน
  • อาการที่เรียกว่านอนไม่หลับ

  • หมายถึง คนที่ใช้เวลามากกว่า 30 นาที ยังไม่หลับ
  • ระยะเวลาการนอนหลับลดลง
  • ตอนกลางคืนตื่นบ่อย ตื่นเกินกว่า 2 ครั้ง และหลับต่อยาก และเมื่อตื่นแล้วรู้สึกไม่สดชื่น รู้สึกตนเองฝันอยู่ทั้งคืน มีเสียงรบกวนเพียงนิดหน่อยก็ตื่น วันรุ่งขึ้นเวลาทำงาน รู้สึกมึนๆ งงๆ สมองไม่ปลอดโปร่ง
  • พอนอนไม่พอจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • อ่อนเพลียทั้งวัน และงีบหลับกลางวันบ่อยๆ
  • ขาดสมาธิในการทำงาน มีอาการง่วงเหงาหาวนอน ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • อาการเจ็บคอ และ ต่อมทอนซิลอักเสบ

    โรคต่อมทอนซิลอักเสบ เป็นโรคที่เกิดบ่อยรองจากไข้หวัด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือหนาวสะท้าน รู้สึกแห้งผากในลำคอ เจ็บคอเวลากลืนน้ำหรืออาหารที่คอและทอนซิลแดง อาจพบจุดขาวเป็นหนองอย่าบนต่อมทอนซิล ต่อมน้ำเหลืองที่คออาจโตและเจ้บ หากเกิดในเด็กอาจมีไข้สูง ชักเป็นหนองอยู่บนต่อมทอนซิล ต่อมน้ำเหลืองที่คออาจโตและเจ้บ หากเกิดในเด็กอาจมีไข้สูง อาเจียน ชักและอาจมีท้องเดินร่วมด้วย เด็กจะร้องกวนในเวลากลางคืน ในรายที่เป็นเรื้อรัง จะมีอาการเจ็บคอบ่อยๆ เบื่ออาหาร ไอแห้งๆ มีเสมหะเล็กน้อย

    อาการเจ็บคอ และ ต่อมทอนซิลอักเสบการใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % สำหรับผู้ป่วยโรคต่อมทอนซิน หรือธัยรอยด์ ต้องเลิกรับประทานอาหารประเภทหวานโดยเด็ดขาด


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • เลือดกำเดาไหลบ่อย

    เลือดกำเดาไหล เป็นภาวะที่พบได้ และเกิดขึ้นได้บ่อย ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย เลือดกำเดาไหลมักสร้างความตกใจ วิตกกังวลให้กับตัวผู้ป่วยเองและคนใกล้ชิดได้อย่างมาก

    สาเหตหลักๆ ของเลือดกำเดาไหลนั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน ดังต่อไปนี้

  • การกระทบกระเทือน อาทิ เช่น การสั่งน้ำมุกแรงๆ การแกะจมูกซึ่งมักพบในเด็ก อุบัติเหตุที่บริเวณศีรษะและใบหน้า การผ่าตัดบริเวณโพรงจมูกและไซนัส สิ่งเล่านี้ มีผลต่อเส้นเลือดโดยตรง ทำให้เส้นเลือดฉีกขาดได้ อุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้านั้น ผู้ป่วยอาจมีกระดูกแตก มีแผลฉีกขาดร่วมด้วย ส่วนถ้ากระโหลกศีรษะแตก อาจพบมีเลือดออกจากหู และกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นอัมพาตได้
  • โรคหวัดเรื้อรัง หรือโรคภูมิแพ้ทางจมูก ที่ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
  • การอักเสบติดเชื้อ เช่น โพรงจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ สำหรับไซนัสอักเสบนั้นผู้ป่วยอาจจะมีอาการคัดแน่นตจมูก มีเสมหะไหลลงคอ อาจมีไข้ปวดศีรษะ และปวดบริเวณไซนัสที่อักเสบ เช่น บริเวณที่หน้าผาก หรือโหนกแก้ม
  • เนื้องอกที่โพรงจมูก ที่เรียกว่า ริดสีดวงจมูก และเนื้องอกของตัวเส้นเลือดเอง
  • มะเร็งที่โพรงจมูก มะเร็งที่ฐานของกระโหลกศีรษะ ผู้ป่วยที่มีมะเร็งที่ด้านหลังของโพรงจมูก อาจมีอาการหู฿อื้อ และต่อมน้ำเหลืองที่คอโตนำมาก่อนที่ผู้ป่วยจะมีเลือดกำเดาไหลก็ได้
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) อาจพบมีจ้ำฟกช้ำดำเขียว ตามแขนขาและลำตัว โรคเบาหวาน ซึ่งจะพบมีน้าตาลในเลือดสูง และโรคความดันโลหิตสูง จะมีผลทำให้เส้นเลือดเปราะและแตกง่าย โรคตับและไต เช่น ไตวายเรื้อรัง ก็จะทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติไป
  • ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางประเภท ยาแก้ปวดบางชนิด ยาแอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด ยาเหล่านี้จะทำให้เลือดไหลง่ายกว่าปกติ
  • ภาวะการขาดสารอาหาร จำพวกวิตามิน เช่น วิตามินเค

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม

    เป็นอวัยวะที่อยู่ระหว่างชิ้นกระดูกสันหลัง เป็นกระดูกอ่อนที่เชื่อมและรองรับกระดูกทั้ง 24 ชิ้นของแนวกระดูกสันหลัง โดยหมอนรองกระดูกแต่ละชิ้นนั้นจะแนบเข้ากับชิ้นกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นที่ อยู่เหนือและใต้หมอนรองกระดูกชิ้นนั้นๆ ซึ่งจะทำให้มีช่องว่างที่เหมาะสมสำหรับรากประสาทคู่ที่ออกจากกระดูกสันหลัง ระหว่างข้อต่อแต่ละชิ้น

    หมอนรองกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นจะมีแกนกลาง "ตลับลูกปืน" ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นซึ่งบรรจุไว้ด้วยสายเนื้อเยื่อซึ่งประกอบด้วยเส้นใยอยู่ด้วย ซึ่งหมอนรองกระดูกที่มีสุขภาพดีนั้นจะให้ความ ยืดหยุ่น ทำให้เราสามารถที่จะหมุนตัวหรือก้ม-เงยตามปกติ การเคลื่อนไหวนี้จะทำให้เกิดการสูบฉีดที่จะส่งโภชนาการที่เหมาะสมไปยังหมอน รองกระดูกและช่วยในระบบการขับของเสียออกจากร่างกาย ความไม่เป็นแนวเดียวกันของกระดูกสันหลังนั้น อาจจะทำให้เนื้อเยื่อหมอนรองกระดูกปรับตัวเข้ากับรูป ร่างที่เหมือนลิ่ม กรณีเช่นนี้เป็นช่วงต้นๆ ของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหมอนรองกระดูก ขณะที่ตำแหน่งนี้สามารถที่จะรุกล้ำเบียดเบียนต่อเนื้อเยื่อประสาทที่อยู่ติดกันได้ จึงทำให้เกิดความเจ็บปวด

    ความเสียหายของหมอนรองกระดูกรูปแบบที่รุนแรงที่สุดนั้น ก็คือเมื่อ หมอนรองกระดูกนั้นแตกฉีก ดังนั้นการกันกระแทกของหมอนรองกระดูกจึงหมดไป การเคลื่อนไหวก็จะเป็นไปอย่างเจ็บปวด

    สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อม คือ การเหลื่อมหรือเคลื่อนเพียงเล็กน้อยของกระดูกสันหลัง (Subluxation) ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานโดยไม่ได้รับการแก้ไข ทางเลือกในการดูแลรักษาคือการลดความเสื่อมของหมอนรองกระดูก อาการปวดจากการกดทับระบบประสาทก็จะลดน้อยลง เนื่องจากหมอนรองระหว่างชิ้นของกระดูกสันหลังนั้นอยู ่ใกล้กับไขสันหลังและ รากประสาทมาก ปัญหาหมอนรองกระดูกนั้นมักเป็นผลมาจากการปล่อยปละละเลยที่ยาวนานนับหลายปี ซึ่งจริงอยู่ว่าหลายๆ ปัญหาที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกนั้น จะไม่ปรากฏอาการจนกว่าจะถึงระยะของการเสื่อมถอยในขั้นที่รุนแรง แต่การไม่แสดงอาการปวดในระยะเริ่มต้นนั้นไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่เกิดหรือไม่มีปัญหา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการดูแลรักษาหมอนรองกระดูก อวัยวะที่นับว่ามีความสำคัญมากของร่างกายไว้ให้นานที่สุด

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อฟื้นฟูหมอนรองกระดูกเสื่อม

    หมอนรองกระดูกการใช้คลอโรฟิลล์ไม่ได้เป็นการรักษากระดูกที่เสื่อม แต่การใช้คลอโรฟิลล์จะไปปรับสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น สามารถกระตุ้นตอบสนองต่อการสร้างเซลล์เพื่อทดแทนและส่งสารอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมไปยังหมอนรองกระดูกและช่วยในระบบการขับของเสียออกจากร่างกาย

    จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ ก็คือ ศาสตราจารย์ Hans Fisher, M.D. ได้รับรางวัลโนเบลปี ค.ศ. 1930 โดยท่านพบว่าคลอโรฟิลล์เป็นสารสีเขียวจากพืช ที่มีสูตรโครสร้างใกล้เคียงกับสารฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดมนุษย์มาก แตกต่างกันก็เพียงสารเคมีที่เป็นโครงสร้างในส่วนของอะตอมที่ คลอโรฟิลล์เป็นอะตอมของธาตุแมกนีเซี่ยม ส่วนของฮีโมโกลบินเป็นอะตอมของธาตุเหล็ก ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก (Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภท ทำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้น ทั้งนี้แมกนีเซี่ยม (Mg) ที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซี่ยม (Ca) เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูกต่างๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ในโพรงกระดูกมีไขกระดูก (BONE MARROW) อยู่ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • สำหรับผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ใช้ดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค

    อัลฟัลฟ่า ในอัลฟัลฟ่า มีสารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกายมากมาย ข้อดีของอัลฟัลฟ่าก็คือสารอาหารทั้งหมดจะอยู่ในรูปโครงสร้างทางเคมีที่ดูดซึมเอาเข้าไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้อย่างง่ายดาย และไม่มีปัญหาในการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร สารอาหารที่มีอยู่ในอัลฟัลฟ่าทุกตัวล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

    สำหรับผู้ที่สุขภาพแข็งแรง การ ใช้คลอโรฟิลล์จะใช้เพื่อเป็นอาหารอายุวัฒนะ ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย การใช้สารสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ก็คือการบริโภคสารอาหารจากผักที่มีชีวิตใน ปริมาณมากๆ นั้นเอง


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • ทำไมเราจึงแก่ ?

    ทำไมเราจึงแก่ ? ถ้าเราสามารถตอบความลึกลับข้อนี้ได้และค้นพบวิธีการต่อต้านความชรา เราก็สามารถคงสภาพหนุ่มสาวได้ตลอดไป แต่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ทำไมบางคนแก่ช้ากว่าคนอื่น ตำตอบของความลึกลับนี้เราทราบเพียงแต่ว่ามีความแตกต่างไปแต่ละคน แต่ยังไม่ทราบว่าอะไรคือความแตกต่างนั้น มีคำกล่าวว่า “ ขบวนการแก่เริ่มต้นที่หลอดเลือด “ หลอดเลือดจะถูก ออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระออกไซด์ กรดไขมันเปอร์ออกไซด์ และสารที่แข็งของของเสียทั้งหลายทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมลง ยังผลทำให้ถาวการณ์หมุนเวียนโลหิตบกพร่องและความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การตีบตันและการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจด้วย ดังนั้นการรักษาหลอดเลือดให้อยู่ในสภาวะหนุ่มสาวเข้าไว้ เราก็จะสามารถชะลอขบวนการชราภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ คลอโรฟิลล์มีสารอาหารที่ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นชองไลโปโปรตีน (องค์ประกอบหลักทางหลอดเลือด) สารอาหารเหล่านี้ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว และรักษาสมดุลการยืดหยุ่นของหลอดเลือดซึ่งช่วยชะลอชบวนการแก่ชราได้ นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ยังป้องกันการสะสมของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด และจะช่วยปรับปรุงระบบการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น หลอดเลือดคือท่อลำเลียงอาหารเช้าสู่ร่างกาย และนำเอาของเสียออกจากร่างกาย หลอดเลือดที่สะอาดมีความยืดหยุ่นสูง จะช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารเข้าสู่ร่างกายและจะนำเอาของเสียออกนอกร่างกาย หลอดเลือดที่สะอาดและมีความยืดหยุ่นสูงจะช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและ การขับถ่ายของเสียมีประสิทธิภาพสูงจึงมีผลโดยตรงต่อสุขภาพพลานามัยของหัวใจ และร่างกาย

    การต่อต้านความชรา

    ทุกคนต้องการเก็บรักษาผิวพรรณเยาว์วัยของตนไว้ ผิวพรรณสดใสทำให้จิตใจสดชื่นอีกด้วย ผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มองเห็นมากที่สุด ผิวหนังสดใสมีน้ำมีนวลทำให้ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ สตรีเป็นจำนวนมากหันมาใช้เครื่องสำอางนานาชนิดเมื่อผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพลงเครื่องสำอางไม่ได้ทำให้ผิวพรรณสดใสอ่อนวัยได้และ เครื่องสำอางทำให้ผิวพรรณมีสีสันผิดแผกจากธรรมชาติ เมื่ออวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ ผิวหนังจะไม่เปล่งปลั่ง โดยเฉพาะเมื่อโลหิตและผิวหนังมีความเป็นกรด จะทำให้ผิวหนังแห้งเป็นขุยไม่สดใสเพราะระบบอวัยวะภายในไม่เป็นปกติหรือมีความเป็นกรด การบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำทำให้ผิวหนังกลับมาสดใสได้อีกครั้ง หนึ่งทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์จะช่วยจะช่วยปรับระบบการทำงานของอวัยวะภายใน และแก้ปัญหาความเป็นกรด คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพยิ่ง ในการทะนุบำรุงผิวหนังให้แลดูอ่อนวัยมีน้ำมีนวล โดยความจริงแล้วคลอโรฟิลล์ให้ผลดีในการรักษาโรคผิวหนัง ส่งเสริมการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายทั้งหมด จึงทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลสดใส

    รังสีอุลตร้าไวโอเล็ตและอากาศเสียเป็นอันตรายต่อผิวหนัง

    ผิวหนังตามปกติจะได้รับการป้องกันจากไขมัน (สควาลีน) ซึ่งจะถูกขับออกมาจากเซลล์ผิวหนัง อย่างไรก็ตามรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต ไนโตรเจนออกไซด์และอากาสเสีย จะออกซิไดซ์ผิวหนังและเซลล์ ทำให้เกิดฝ้าและจุดด่างดำ ซึ่งสามารถกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ในคลอโรฟิลล์จะยับยั้งการเกิดออกซิเดขั่น ลดการอักเสบ กำจัดจุดด่างดำบนใบหน้าและชะลอความชรา คลอโรฟิลล์ไม่เพียงแต่แก้ไขระบบอวัยวะในร่างกาย แต่ยังทำให้ผิวหนังสวยงามเพราะเอ็นไซม์ ซุปเปอร์ออกซิไดดิสมูเทส นอกจากกำจัดอนุมูลอิสระแล้วยังมีประสิทธิภาพช่วยบำรุงผิวพรรณให้เยาว์วัย นอกจากนี้ยังมีไวตามินธรรมชาติบำรุงผิวอยู่อย่างสมดุล และได้มีรายงานแจ้งจากผู้บริโภคว่า อาการเป็นสิว ไฝ ฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้าหรือปัญหาโรคผิวหนังไหม้เนื่องจากแสงแดดหายได้ หลังจากบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำระยะหนึ่ง

    คลอโรฟิลล์ในอัลฟัลฟ่า กับการช่วยทำความสะอาดผิวจากภายใน คลอโรฟิลล์มีสารต่างๆ วิตามิน แร่ธาตุที่มีอยู่ในอัลฟัลฟ่า ด้วยปริมาณที่เหมาะสม จะทำหน้าที่ขจัดของเสีย สารพิษออกจากเลือดและอวัยวะภายใน (Blood and Bowel Cleanser) ลดการตกค้างของเสียตามผิวหนังทำให้เลือดสะอาดและไหลเวียนได้ดีขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รับประทานมากและชอบรับประทานเนื้อสัตว์ เมื่อเลือดดีขึ้นก็ทำให้ผิวพรรณผ่องใสมีสุขภาพที่ดีตามมา นอกจากนี้ในอัลฟัลฟ่า ยังมีสาร ไฟโต-เอสโตรเจน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งพบว่าในคนที่มีสิวง่ายเมื่อรับประทานอัลฟัลฟ่า ปริมาณการเกิดสิวจะลดลง ผิวจะดูสะอาดขึ้น จึงเป้นที่มาของ สวยทั้งภายนอกและภายใน


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคหูอักเสบ

    การอักเสบของหูชั้นนอกที่พบบ่อย เป็นการอักเสบของรูหู ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือผื่นแพ้ โดยมากมักเริ่มจากมีน้ำเข้าหู และค้างอยู่ในหู ทำให้มีโอกาสที่เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย เจริญเติบโตได้ดี ก่อให้เกิดอาการอักเสบในรูหู การแคะหูทำให้มีแผลถลอกของรูหู และเกิดการติดเชื้อตามมาได้ โรคผิวหนังบางชนิดก็เกิดกับผิวหนังของรูหูเช่นกัน เช่น โรคผิวหนังตกสะเก็ด และโรคผื่นแพ้จะทำให้มีอาการบวมแดงของรูหู ร่วมกับมีสะเก็ดลอกของผิวหนังของรุหูร่วมด้วย อาการของรูชั้นนอกอักเสบ มักเกิดภายหลังการว่ายน้ำหรือแคะหู โดยผู้ป่วยจะมักมีอาการปวดหู หูเป็นน้ำเยิ้ม คล้ายหูแฉะเป็นอาการหลัก บางรายมีอาการบวมแดงของรูหูและใบหู ซึ่งจะมีอาการหูอื้อตามมา โดยเฉพาะในรายที่มีเชื้อราหรือขึ้หูมาก อาจทำให้รุอุดตัน ได้ยินไม่ชัด ทำให้ผู้ป่วยรำคาญ


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคกรดไหลย้อน

    โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD) หมายถึง ภาวะที่กรดในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว และอาจมีส่วนน้อยที่เป็นด่างจากลำไส้เล็กที่มีรสขม โดยอาจมีหรือไม่มีร่องรอยการอักเสบของหลอดอาหารก็ได้ เมื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยว และกลืนเข้าหลอดอาหาร และหลอดอาหารจะมีรูรูด หรือที่เรียกว่า Sphincter ทำให้ไม่ให้มีกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกบีบไปยังลำไส้เล็ก ดังนั้นหากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหารก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก

    โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคฮิตในปัจจุบันเนื่องจากวิถีชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบและอุปนิสัยการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป มักพบในคนที่ไม่มีเวลาดูแลเรื่องการกินอาหาร มีน้ำหนักเกิน ดื่มอัลกอฮอร์ สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ชอบทานอาหารมันๆ หรืออาหารรสจัด มีความเครียดทางอารมณ์ หรือกลุ่มผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ

    อันตรายจากกรดไหลย้อน

    โรคกรดไหลย้อนอาจทำให้หลอดอาหารอักเสบและเกิดเป็นแผลอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปลายหลอดอาหารตีบตันจนกลืนอาหารลำบาก รวมทั้งอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารจนกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรัง บางครั้งอาจต้องตื่นมาตอนกลางคืน มีอาการหอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง เจ็บคอในตอนเช้า เสียงแหบ มีกลิ่นปาก รู้สึกมีอะไรจุกในลำคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

    สาเหตุของการเกิดกรดไหลย้อน

    ความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร โดยปกติร่างกายมีกลไกหลายอย่างป้องกันไม่ให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพราะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร หนึ่งในกลไกนั้นก็คือ การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหารซึ่งทำหน้าที่คล้ายประตู มีการเปิดออกเพื่อให้อาหารลงไปยังกระเพาะอาหารและบีบรัดตัวทันทีเพื่อไม่ให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารใหม่

    แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคไหลย้อน กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้มีการหย่อนตัว หรือเปิดบ่อยกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดได้หลายสสาเหตุ เช่นการรับประทานอาหารมันๆ หรืออาหารรสจัด การสูบบุหรี การดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอร์ ความเครียดทางอารมณ์ แรงดันต่อกระเพาะอาหารมีมากเกินไป การใช้ยารักษาโรคบางชนิด

    การบีบตัวของหลอดอาหารลดลง ทำให้การบีบไล่อาหารลงสู่กระเพาะอาหารช้ากว่าปกติ หรือน้ำย่อยที่ไหลย้อนขึ้นมาค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ

    การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ เพิ่มโอกาสให้เกิดกรดไหลย้อน อาหารหลายอย่างที่ทำให้กระเพาะอาหารมีการบีบตัวลดลง เช่น อาหารประเภทไขมันสูง ถั่ว มันเทศ เผือก ช๊อคโกแลต

    ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น การใช้ยาลดความดันบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแอสไพริน กลุ่มของยาแก้ปวด

    เชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์

    อาการของกรดไหลย้อน

  • อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ที่เรียกว่า ร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้
  • รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
  • กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
  • เจ็บคอ หรือ แสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอ หรือปาก
  • มีเสมหะอยู่ในคอ
  • เรอบ่อย คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไมย่อย
  • โรคแทรกซ้อน

  • หลอดอาหารที่อักเสบอาจทำให้เกิดแผล และมีเลือดออก หรือหลอดอาหารตีบทำให้กลืนอาหารลำบาก
  • อาจทำให้โรคปอดแย่ลง เช่น โรคหอบหืดเป็นมากขึ้น ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบ
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

  • ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
  • งดบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดกรดมาก ทำให้หูรูดอ่อนแอ
  • งดอาหารมันๆ อาหารทอด อาหารรสจัด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ เนยแข็ง สะระแหน่ มันเทศ เผือก นม ซ๊อคโกแลต ถั่ว ลูกอม ไข่ รวมทั้งอาหารที่มีรสเผ็ดเปรี้ยว และเค็มจัด
  • หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลมทุกชนิด เบียร์ สุรา
  • แบ่งอาหารรับประทานอาหารมื้อหลักเป็นมื้อเล็กๆ และไม่ควรเข้านอนหรือเอนหลังทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ รวมทั้งผ่อนคลายความเครียด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร เช่น ยาลดความดัน ยารักษาหอบหืด ยาแอสไพริน และกลุ่มยาแก้ปวด

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคริดสีดวงทวาร

    โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในหมู่คนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดดำขอดที่เกิดขึ้นในบริเวณทวารหนัก ซึ่งอาจเป็นพร้อมกันหลายที่ ถ้าเกิดจากเส้นเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังตรงปากทวารหนัก เรียกว่า ริดสีดวงภายนอก ซึ่งอาจมองเห็นจากภายนอกได้ ถ้าเกิดจากเส้นเลือดที่อยู่ลึกเข้าไป เรียกว่า ริดสีดวงภายใน ซึ่งจะตรวจพบ เมื่อใช้เครื่องมือส่องทวารหนัก ถ้าเกิดจากเส้นเลือดดำขอดที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายที่ทั้งภายใน และภายนอกทวารหนัก เรียกว่า ริดสีดวงทวารทั้งภายในและภายนอก

    สาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร สำหรับสาเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตในหลอดเลือดดำสูง โดยมีสาเหตุต่างๆ เช่น การเบ่งถ่ายอุจจาระ ท้องผูก ท้องเดินบ่อยๆ การนั่งนานๆ การตั้งครรภ์ ความอ้วน การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจพบร่วมกับโรคในช่องท้องเช่น โรคตับแข็งทำให้เกิดภาวะความดันในหลอดเลือดดำในตับสูงซึ่งจะส่งผลไปกระทบกับหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก ก้อนเนื้องอกในช่องท้อง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต

    บริเวณทวารหนักจะมีหลอดเลือดดำอยู่ 3 เส้น ซึ่งปกติจะขยายตัวขณะขับถ่าย และหดตัวหลังการขับถ่าย เมื่อหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพองก็จะกลายเป็นริดสีดวงทวารซึ่งจะไปกดทับเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดขึ้น และมีอาการคันรวมถึงมีการแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่าย ดังภาพจะเห็นว่าตำแหน่งของริดสีดวงทวารอาจอยู่ภายในหรือภายนอกของปากทวารหนัก ริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมาก ผู้ป่วยส่วนมากจะพบกับความทรมานและรำคาญ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นเมื่อเป็นโรคนี้

    สำหรับชนิดของริดสีดวงทวารมี 2 ชนิด ดังนี้

    ริดสีดวงทวารภายนอก เกิดจากหลอดเลือดดำที่อยู่ภายนอกของปากทวารหนักโป่งโป่งพอง อาจมองเห็นได้จากภายนอก ทำให้เกิดการเจ็บปวดได้มากกว่า

    ริดสีดวงทวารภายใน เกิดจากเส้นเลือดดำที่อยู่ภายในปากทวารหนักมีการโป่งพอง ซึ่งจะตรวจพบเมื่อใช้กล้องส่องตรวจ ริดสีดวงทวารชนิดนี้ทำให้เกิดเลือดออกได้ง่าย

    โรคริดสีดวงทวาร มักพบในคนที่มีภาวะกดดันต่อเส้นเลือดดำในบริเวณนี้นานๆ เช่น คนที่ท้องผูกเป็นประจำและต้องเบ่งถ่ายนานๆ สตรีที่ตั้งครรภ์ เมื่อมดลูกโตขึ้นโดยเฉพาะในระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์มดลูกจะกดทับลงบนลำไส้ใหญ่ การออกแรงเบ่งขณะคลอด รวมถึงคนที่มีน้ำหนักมากหรืออ้วน ตับแข็ง มีก้อนเนื้องอกในท้อง ต่อมลูกหมากโต มะเร็งของลำไส้

    อาการของริดสีดวงทวาร

    เริ่มแรกจะมีอาการปวดเบ่ง เจ็บเล็กน้อย ส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนักเป็นเลือดแดงสดเกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตมีเลือดปนถ้าซับด้วยกระดาษชำระ และมักมีอาการคัน เกิดความระคายเคืองและรู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจมีอาการซีดและมีภาวะโลหิตจางได้

    ถ้าริดสีดวงทวารหนักอักเสบหรือหลุดออกมาภายนอก อาจทำให้มีอาการปวดอย่างรุนแรง ทำให้ยืนไม่สะดวก และสามารถคำปุ่มก้อนนุ่มๆ ที่ปากทวารหนัก

    คำแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

  • ระวังอย่าให้ท้องผูก ควรดื่มน้ำมากๆ และรับประทานผัก ผลไม้ให้มากๆ
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ หรือนั่งส้วมนานๆ เกินความจำเป็น เพราะจะเป้นการเพิ่มความดันของหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก
  • อย่าปล่อยให้ท้องเดินบ่อยๆ
  • ผู้ที่ทำงานในสำนักงานควรหลีกเลี่ยงการนั่งนานๆ ควรลุกเดินอย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง หรือยกของหนักเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักเกินไป

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคกล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis)

    กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) กล่องเสียงอักเสบ อาจเกิดจากเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย วัณโรค เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการใช้เสียงมากเกินไป เช่น ตะโกน ตะเบง ร้องเพลงนานๆ โดยทั่วไปผู้ที่ป่วยมักมีอาการระคายเคืองในคอ เจ็บคอ เสียงแหบ หรือพูดไม่มีเสียง อาจมีอาการไอหรือเสมหะร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักรุนแรงขึ้นถ้าผู้ป่วยยังคงใช้เสียงเยอะ หรือเจอสิ่งกระตุ้นเช่น ควันบุหรี่ มลภาวะในอากาศ กลิ่นสี กลิ่นทินเนอร์ ผู้ป่วยที่ใช้เสียงมากๆ อาจพบว่าเสียงค่อยๆ แหบมากขึ้น แลเสียงพูดขาดหาย เป็นช่วงๆ ในขณะที่พูดได้ นอกจากนั้นการอักเสบ อาจลุกลามลงหลอดลมได้ ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ ไอมาก

    การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เพื่อฟื้นฟูสำหรับอาการกล่องเสียงอักเสบ

    อาการกล่องเสียงอักเสบ ให้กลั้วคอทุก 1 ชั่วโมง คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ยังช่วยระงับการอักเสบได้ดี แลจะไประงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ก๊าซออกซิเจน


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคไมเกรน (Migraine Headache) ปวดศีรษะข้างเดียว

    ไมเกรน คือ อาการปวดศีรษะที่มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และปวดตื้อๆ ระดับความรุนแรงของการปวดมักเป็นระดับปานกลางจนถึงปวดอย่างรุนแรง ลักษณะเด่นของอาการปวดไมเกรน คือ มักจะปวดศีรษะเพียงข้างเดียว (ปวดทั้งสองข้างหรือปวดทั้งศีรษะก็มีแต่น้อย) อาการปวดจะเป็นมากเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว 90 % ของผู้ป่วยโรคไมเกรนจะมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย การปวดศีรษะไมเกรน หรือการปวดศีรษะข้างเดียว แต่ละครั้งกินเวลานานแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 30 นาที จนถึง 12 ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจมีอาการนำก่อนที่จะปวดไมเกรนโดยเห็นแสงวูบวาบ ระยิบระยับ ตาพร่ามัวไม่เห็นชั่วขณะ รู้สึกว่าร่างกายข้างใดข้างหนึ่งชา อาการนำจะเป็นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง

    สาเหตุของการปวดไมเกรน เกิดจากระบบประสาทของผู้ป่วยไมเกรนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงจากภายในร่างกาย และสิ่งแวดล้อมภายนอกมากกว่าปกติ ทำให้เส้นประสาทรอบๆ สมองเกิดการอักเสบ ผลกระทบที่ผู้ป่วยได้รับจากการปวดศีรษะข้างเดียว (Migraine) คือ ต้องทรมานจากการปวดศีรษะจนนอนไม่หลับหรือหลับไม่เต็มที่ ทำงานไม่ได้ ทำให้เครียดถึงขั้นเสียสุขภาพจิต

    ปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ปวดไมเกรน คือ เรื่องอาหารการกิน การกินอาหารไม่ตรงเวลาก็ เป็นเรื่องของนาฬิกาชีวิต และอาหารที่กินมีส่วนประกอบของ ผงชูรส หรือสารถนอมอาหารมากเกินไป การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือนอนไม่ดีพอ อาจนอนน้อยไปหรือนอนมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีผลกระทบต่ออาการปวดไมเกรน นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีความเครียดและไม่สามารถหาทางผ่อนคลายได้จะทำให้การปวด ไมเกรนถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา เช่น แดดร้อน กลิ่นควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ กลิ่นน้ำหอมที่รุนแรง ล้วนแล้วแต่เป้นปัจจัยที่จะไปกระตุ้นให้ปวดไมเกรนเพิ่มมากขึ้น ในชีวิตประจำวันท่านจึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ และหันกลับมาสู่ธรรมชาติ


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • วัยทอง โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน (Menopausal syndrome)

    โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นภาวะที่พบในช่วงใกล้ และหลังหมดประจำเดือน คือในช่วงระหว่าง 40 – 59 ปีเรียกว่า วัยทอง

    วัยหมดประจำเดือนจะนับตั้งแต่ระยะเวลา 12 เดือน หลังมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายโดยทั่วไปมักอยู่ในช่วงอายุประมาณ 51 – 55 ปี บางรายอาจเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 40 ปี ถ้าเกิดขึ้นก่อนอายุ 40 ปี เรียกว่า วัยหมดประจำเดือนก่อนกำหนด (Premature menopause) ในวัยนี้ที่รังไข่ค่อยๆ ลดลงจนกระทั่งหยุดหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และโพรเจสเทอโรน อย่างถาวรทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือน ที่เคยเกิดขึ้นเป็นวงจรในแต่ละเดือน

    เนื่องจากความแปรปรวนของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงก่อนวัยหมดประจำเดือนและการลดลงของเอสโตรเจนอย่างมากในช่วงหลังวัยหมดประจำเดือน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจต่างๆ ซึ่งค่อยๆ เป้นมากขึ้น และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะพร่องเอสโทรเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต่อมาอีกหลายปีจนเข้าสู่วัยสูงอายุ

    อาการ ระยะใกล้หมดประจำเดือนซึ่งเรียกว่า วัยใกล้หมดประจำเดือน อยู่ในช่วงระหว่าง 40-50 ปี ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป ก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนประมาณ 2-3 ปี บางรายอาจมีอาการแสดงให้เห็นเด่นชัดก็ได้ อาการที่ผิดปกติที่เกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกับการขึ้นลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมทั้งภาวะพร่องเอสโตรเจนในที่สุดโดยมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเป็นอาการเริ่มแรก อาจมาก่อนหนือมาช้ากว่าปกติ อาจออกน้อยหรืออกมากไม่แน่นอน บางรายประจำเดือนหายไปหลายเดือนแล้วกลับมีประจำเดือนเป็นปกติใหม่ หรืออาจมีประจำเดือนสม่ำเสมอทุกเดือนจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนก็ได้ ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการร้อนซู่ซ่าตามผิวกายซึ่งพบได้ประมาณ 3 ใน 4 คน โดยมีอาการร้อนตามใบหน้า ต้นคอ หัวไหล่ แผ่นหลังในช่วงสั้นๆ ประมาณ 3 วินาที ถึง 5 นาที อาจเป็นทุกชั่วโมง หรือ 2-3 วัน และมักเป็นในช่วงเวลากลางคืนในรายที่เป็นมากอาจทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย หงุดหงิด หรือ นอนไม่หลับ อาการร้อนซู่ซ่า มีอาการนำมาก่อนถึงวัยหมดประจำเดือน 1-2 ปี และจางหายไปหลังหมดประจำเดือนแล้วประมาณ 1-2 ปี มักไม่เกิน 5 ปี แต่บางรายอาจนานเดิน 5 ปี ขึ้นไป ความถี่และความรุนแรงของอาการร้อนซู่ซ่าจะแตกต่างกันไปในหญิงแต่ละคน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิด อาการถี่ขึ้นได้ เช่น การกินอาหารเผ็ด การดื่มกาแฟ หรืออัลกอฮอร์ อากาศร้อน ความเครียด ปัญหาครอบครัว ผู้ป่วยอาจมีอาการเหงื่อออก โดยเฉพาะตอนกลางคืน และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และจิตใจ เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล ซึมเศร้า จิตใจห่อเหี่ยว ความจำเสื่อม ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ เป็นต้น ในระยะต่อมา เมื่อเกิดภาวะพร่องเอสโตรเจนก็อาจมีอาการเยื่อบุ ช่องคลอดแห้ง อาการผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ ผิวหนังแห้ง ผมร่วง เป็นต้น

    คลอโรฟิลล์ในอัลฟัลฟ่ากับสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน สตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน ควรรับประทานเป็นประจำ เนื่องจากสาร isoflavone ในอัลฟัลฟ่าถูกจัดเป็นเอสโตรเจนธรรมชาติ ในสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนเอสโตรเจนจะลดต่ำลงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและภาวะกระดูกเสื่อม ไฟโตเอสโตรเจนในอัลฟัลฟ่าจะเข้าไปชดเชยเอสโตรเจนที่ต่ำลงนี้ รวมทั้ง วิตามินดี แร่ธาตุ แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสในอัลฟัลฟ่า ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง จึงลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อม นอกจากนี้วิตามินและแร่ธาตุในอัลฟัลฟ่าจะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพได้อย่างเหมาะสม ลดอาการผิดปกติในช่วงนี้ของอายุ เช่น อาการร้านวูบวาบตามตัว และอาการหงุดหงิดง่ายลดลงด้วย


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • ตกขาว มีกลิ่นภายใน ปัญหาสุขภาพผู้หญิง (Female Problems)

    ตกขาว มีกลิ่นภายใน ปัญหาสุขภาพผู้หญิง (Female Problems) ปัญหาสุขภาพของผู้หญิงอย่างหนึ่งเกิดขึ้นภายในร่างกายคือ “ตกขาว” อาการตกขาวที่เกิดกับผู้หญิงโดยทั่วไปถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าจะเป็น ปัญหาสุขภาพต่อผู้หญิง ถ้าเป็นอาการตกขาวแบบปกติ คือ เป็นของเหลวใสหรือขุ่นขาวไหลออกมามากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล ตกขาวที่เป็นนี้จะไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าตกขาวของผู้หญิงคนใดที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ถือว่า เป็นตกขาวปกติ ไม่จำเป็นต้องรักษาเพียงแค่คอยตรวจเช็คร่างกาย (มะเร็งปากมดลูก) เป็นประจำทุกปี ก็เพียงพอแล้ว อาการตกขาวอีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นตกขาวผิดปกติ มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อต่างๆ เช่น ตกขาวที่เกิดจากติดไวรัส ตกขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และตกขาวมีสาเหตุมาจากเชื้อราและพยาธิในช่องคลอด สาเหตุการติดเชื้ออาจเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การสวนล้างช่องคลอดโดยใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ

    ตกขาวมาจากไหน ? ที่จริงตกขาวก็เหมือนกับขี้ไคลนั่นแหละ เพราะเป็นเยื่อผิวหนังภายในจุดซ่อนเร้น ที่หลุดลอดออกมาหลังจากหมดอายุขัย เพียงแต่ผิวหนังภายในส่วนสงวนมันตอบสนองต่อระดับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ทำให้มีมากน้อยเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของรอบเดือน โดยช่วงใกล้ๆ จะมีรอบเดือนนั้น จะมีตกขาวมาก และแบคทีเรียภายในจะเจริญเติบโตได้มาก ทำให้อาจจะเกิดกลิ่นได้บ้าง จากของเสียที่แบคทีเรียขับออกมา และบางครั้งก็อาจจะมีกลิ่นเปรี้ยวๆ ด้วย ยิ่งถ้าผ่านการร่วมรักกับเขาคนรัก ก็จะมีน้ำหล่อลื่นบ้าง ทำให้บางครั้งตกขาวหลุดออกมาเป็นก้อนๆ และหลายรายอาจมีสีเหลืองอ่อนๆ บ้าง ถ้าตกขาวนั้นค้างคาอยู่ภายในเป็นเวลานาน

    ตกขาวแบบปกติ

    เป็นตกขาวที่พบได้ในภาวะปกติ ตกขาวแบบนี้มีสีขาว คล้ายแป้งเปียก มีปริมาณไม่มาก ไม่คัน กลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่เหม็น อย่างไรก็ตามในบางช่วงอาจมีปริมาณมากขึ้นเล็กน้อย เช่น ช่วงก่อนมีรอบเดือน หลังมีรอบเดือน ช่วงไข่ตก หรือในภาวะตั้งครรภ์

    ในตกขาวมีสารอะไรบ้าง

    อย่างที่บอกตกขาวหมายถึง สารที่ถูกขับออกจากช่องคลอด ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ถูกขับออกจากต่อมต่างๆ ในระบบสืบพันธ์ ซึ่งได้แก่

    1. น้ำที่หลั่งจากต่อมใต้ผิวหนัง บริเวณช่องคลอด จากต่อมสกีน (Skene's gland) ต่อมบาร์โธลิน เพื่อหล่อลื่นปากช่องคลอด

    2. เซลล์เยื่อบุผนังช่องคลอดที่หลุดลอกออกมา

    3. มูกจากต่อมที่ปากมดลูก

    4. โปรตีน, เกลือแร่ ที่มาจากผนังช่องคลอด เยื่อบุโพรงมดลูก และหลอดมดลูก

    5. กรดแลคติคซึ่งแบคทีเรียในช่องคลอดสร้างจากกลัยโคเจนของเยื่อบุผนังช่องคลอด

    ถ้าตกขาว เป็นสีขาวขุ่น ลักษณะคล้ายแป้งเปียก ไม่มีการระคายเคือง ปัสสาวะก็ปกติ ไม่แสบขัด ไม่มีอาการคัน ปากทางส่วนสงวนไม่มีผื่นแดงแล้ว แม้ว่าจะมีมากขนาดไหนก็ถือว่า...ปกติ ใช้น้ำสะอาดล้างก็พอแล้ว...ไม่ต้องกังวลใจ

    ตกขาวที่เกิดปัญหา

    ก็คือ ตกขาวที่ตรงข้ามกับตกขาวปกติ กล่าวคือ มีปริมาณมาก บางครั้งไหลโจ๊กยังกะมีรอบเดือนยังไงยังงั้น มีกลิ่นเหม็น ลักษณะอาจเป็นหนอง มูกปนหนอง ปนเลือด มีฟอง และมักมีอาการอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คัน แสบ ออกร้อนที่บริเวณปากช่องคลอด หรือมีปวดท้องน้อยร่วมด้วยก็ได้

    ต้นเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกติ ที่พบบ่อย 3 อันดับแรกคือ

    - จากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial vaginosis) พบได้ร้อยละ 30-35

    - จากเชื้อรา, ยีสต์ (vulvovaginal candidiasis) พบได้ร้อยละ 20-25

    - จากเชื้อพยาธิ trichomoniasis พบได้ร้อยละ 10

    สรุปคือ อาการตกขาว ถ้าตกขาวเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เป็นมูกปนเลือด หรือมีสีเขียว สีเทา และมีกลิ่นไม่ค่อยจะดีแล้ว ต้องรีบรักษา เพราะอาจกลายเป็นโรคอักเสบเรื้อรังภายใน หรือไม่ก็เชื้อโรคที่ทำให้เกิดตกขาวเกิดการดื้อยาขึ้นด้วย ตกขาว ที่ผิดปกตินั้น แม้ว่าสีเหมือนกัน อาจจะเกิดจากเชื้อโรคต่างกันก็ได้

    สาเหตุของการตกขาวผิดปกติ แบ่งตามตำแหน่งที่เกิดคือ

    1. ช่องคลอดอักเสบ ที่พบบ่อยคือ

    - แบคทีเรีย (bacterial vaginosis)

    - เชื้อพยาธิ (trichomonas)

    - เชื้อรา (candida)

    - เชื้อไวรัส เช่น โรคเริม

    - เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ

    2. ปากมดลูกอักเสบ

    - การติดเชื้อหนองใน

    - การติดเชื้อคลามิเดีย

    - การติดเชื้อเริม

    3.ปากมดลูกมีแผล, เป็นเนื้องอก

    4.สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด เช่น เศษกระดาษทิชชู, สำสี, ผ้าก็อซ, เมล็ดผลไม้, ถุงยางอนามัย เป็นต้น

    5.เนื้องอกและมะเร็งมดลูก, ปากมดลูก ซึ่งตกขาวจะมีกลิ่นเหม็นมาก

    6.สตรีวัยหมดระดู ขาดฮอร์โมน ก็ทำให้เกิดช่องคลอดแห้งอักเสบมีตกขาวได้

    การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคเริม จะทำให้เกิดตุ่มใสๆ ขนาดเล็กแล้วตุ่มใสๆ จะแตกเป็นแผลมีตกขาวสีเหลืองและกลิ่นผิดปกติ ตกขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมักมีสีเหลืองค่อนข้างเขียว มีกลิ่นเหมือนกลิ่นคาวปลา อาจมีอาการปวดแสบขณะปัสสาวะได้ ส่วนตกขาวที่เกิดจากเชื้อราจะมีอาการคันบริเวณช่องคลอด ตกขาวที่ออกมาจะมีสีขาวคล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา

    ตกขาวทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ กลิ่นของตกขาว และ อาการคันบริเวณช่องคลอด ทำให้ผู้หญิงเกิดความรำคาญและขาดความมั่นใจ จึงไม่ควรละเลยให้ปรึกษาแพทย์หาทางรักษาให้ตรงตามสาเหตุจะทำให้อาการตกขาวหายได้เร็วขึ้น อาการตกขาวเป็นปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงควรให้ความสำคัญและใส่ใจไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

    ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะให้มากที่สุด หากมีอาการตกขาวที่ผิดปกติ ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็วเพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาการตกขาวอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างอื่นที่ร้ายแรงตามมาได้

    หากอายุเลย 30 ปี ไปแล้วก็ควรไปตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุดในสาวไทย อายุที่เป็นก็ประมาณ 39 - 40 ปี


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    • ปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบ

    ปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบ

    ปีกมดลูกอักเสบ (salpingitis) หมายถึง การอักเสบของท่อรังไข่

    เยื่อมดลูกอักเสบ (endometritis) หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุภายในโพรงมดลูก

    ทั้ง 2 โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงวัยเจริญพันธ์ (15 – 45 ปี ) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ผ่านช่องคลอดเข้าไปทางปากมดลูก ขึ้นไปในโพรงมดลูก ทำให้มดลูกอักเสบ และหากลุกลามต่อไปในท่อรังไข่ ก็ทำให้กลายเป็นปีกมดลูกอักเสบ ทั้ง 2 โรคนี้บางครั้งจึงอาจพบร่วมกันจนแยกจากกันไม่ออก และมักจะเรียกรวมๆ กันว่า อุ้งเชิงกรานอักเสบ ซึ่งครอบคลุมถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ท่อรังไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกราน โดรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงที่สามีชอบเที่ยวหรือมีเพศสัมพันธ์เสรี (สำส่อนทางเพศ) ภายหลังคลอดบุตร แท้งบุตร ขูดมดลูก ใส่ห่วงคุมกำเนิด

    สาเหตุของปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบ

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบบ่อยก็คือหนองใน ที่ติดจากสามีหรือผู้ชายที่มีประวัติชอบเที่ยวหรือมีเพศสัมพันธ์เสรี ในบางรายอาจเกิดจากเชื้อคลามีเดียทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า หนองในเทียม
  • การติดเชื้อหลังคลอด (Puerperal infection) อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่เป็นปรกติวิสัยในช่องคลอด (เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส , สแตฟฟี่โลค็อกคัส) ระหว่างคลอดมีปัจจัย (เช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกรั่วอยู่นาน การคลอดยาก การบาดเจ็บ ภาวะตกเลือดหลังคลอด เศษรกค้าง ภาวะครรภ์เป็นพิษ) กระตุ้นให้เชื้อเหล่านี้เจริญเติบโตขึ้นจนเป็นโรค หรือไม่ก็อาจแปดเปื้อนเชื้อจากภายนอกช่องคลอดเข้าไปในช่องคลอดและมดลูก ทำให้เกิดเยื่อบุมดลูกอักเสบได้ มักมีอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง
  • การทำแท้ง หากไม่สะอาดมักทำให้มีเชื้อโรคเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดอักเสบขึ้นได้ เรียกว่า การแท้งติดเชื้อ (septic abortion)
  • อาการปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบ

  • มักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้องน้อย ตกขาวออกเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น อาจมีอาการปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีประจำเดือนออกมา และมีกลิ่นเหม็น ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อหนองใน อาจมีอาการขัดเบา ปัสสาวะปวดแสบขัดร่วมด้วย ถ้าเป็นการติดเชื้อหลังคลอด มักเกิดอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง น้ำคาวปลาอาจออกน้อยหรืออาจออกมาก และมีกลิ่นเหม็น ถ้าเกิดจากการทำแท้ง จะมีอาการแบบแท้งบุตรร่วมด้วย คือ ปวดบิดท้องเป็นพักๆ และมีเลือดออกจากช่องคลอดร่วมด้วย
  • สิ่งที่ตรวจพบ

  • ไข้สูง กดเจ็บมากตรงบริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง (บางรายอาจเจ็บข้างเดียว)
  • อาจได้กลิ่นของตกขาว เลือดประจำเดือน หรือน้ำคาวปลา
  • อาจพบอาการซีด หรือภาวะช๊อค
  • มีอาการแทรกซ้อน
  • อาจทำให้เกิดเป็นฝีในรังไข่หรือท่อรังไข่ ซึ่งจะทำให้เป็นแผลเป็นจนกลายเป็นหมันได้ และมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าปกติ
  • บางรายอาจมีอาการปวดท้องเรื้อรัง และเจ็บปวดเวลาร่วมเพศ
  • นอกจากนี้ในบางรายเชื้อโรคลุกลาม จนทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ถ้ารุนแรงอาจกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ ถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกิดจากการทำแท้ง

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • กลั้นปัสสาวะ กลั้นอุจจาระไม่ได้

    การกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในผู้สุงอายุ ก็เหมือนในคนอายุน้อย คือต้องมีสาเหตุ และส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเป็นการติดเชื้อ ปัญหาของเรื่องต่อมลูกหมาก หรือ อาจเป็นความผิดปกติที่เกิดจากเส้นประสาทที่มีหน้าที่ในระบบควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งโดยมากจะมีปัญหาในการกลั้นอุจจาระไม่ได้พร้อมกันไปด้วย เพราะเป็นเส้นประสาทเส้นเดียวกัน

    สำหรับการที่พบปัญหานี้ในคนสูงอายุ ได้บ่งบอกว่าคนอายุน้อย เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อหูรูดที่ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระ ทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอ จึงเกิดปัสสาวะอุจจาระเล็ดราดได้ง่าย

    ภาวะกลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่ได้ จะหายไปได้ ถ้าในกรณีที่เกิดจากสาเหตุที่แก้ไข เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปัญหาเรื่องต่อมลูกหมาก หรือในกรณีของการกลั้นอุจจาระไม่ได้ ในผู้สูงอายุบางคน อาจเกิดจากการที่รับประทานอาหารประเภทกากใย จำพวกผักผลไม้น้อยเกินไป

    ส่วนกรณีที่เป็นสาเหตุจากเส้นประสาทที่ควบคุมเสียหน้าที่ไป เช่น เส้นเลือดในสมองแตกเกิดอัมพาต ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตูแล้วเกิดอัมพาต หรือสมองฝ่อในกลุ่มผู้สูงอายุ ในกลุ่มพวกนี้ค่อนข้างจะมีปัญหาในการรักษาให้ดีได้เหมือนปกติ

    อาการของปัสสาวะเล็ด

    อาการของปัสสาวะเล็ด ได้แก่ มีความรู้สึกว่าจะต้องปัสสาวะ แต่ไม่สามารถไปปัสาวะได้ทัน ไอ จาม มีปัสสาวะเล็ดออกมา อาการปัสสาวะไหลราดโดยไม่รู้ตัว ปัสสาวะไหลราดตลอดเวลา ปัสสาวะรดที่นอน หรือปัสสาวะหยดหลังการปัสสาวะ

    การป้องกัน

  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  • ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ หรือนานเกินไป เพื่อป้องกันภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงภาวะที่ต้องใช้แรงเบ่งภายในช่องท้องมาก และอาการท้องผูก
  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบหูรูดเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความกระชับ และยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายดียิ่งขึ้นด้วย

  • [กลับไปเมนูด้านบน]

    • โรคมะเร็งปากมดลูก

    โรคมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และผ่านการคลอดบุตร จะต้องมีการตรวจภายในประจำปีเพื่อวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก เพราะผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีสิทธิเป็นมะเร็งปากมดลูก

    สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากมดลูกนับได้ว่าเป็นโรคที่เกิดจากการติดต่อทางเพศระหว่างชายหญิง โดยมีเชื้อไวรัสที่เรียกว่า เริม หรือเชื้อ HPV เป็นต้นเหตุที่ค่อนข้างแน่นอน เป็นเชื้อที่ผู้ชายนำผลมาจากการสำส่อนทางเพศจากหญิงอื่นมาสู่ภรรยาตน ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุปากมดลูก เมื่อนานเข้า เชื้อไวรัสตัวนี้จะเปลี่ยนเซลล์ปากมดลูกจากอักเสบให้เป็นมะเร็งในระยะเริ่มแรก หากหญิงไปตรวจประจำปีโดยการทำ Pap smear ก็จะรู้ทันทีว่าปากมดลูกเริ่มไม่ดี ตามกฏกติกาทางมะเร็งวิทยามีไว้ว่า ”หญิงใดที่มีประวัติสำส่อนทางเพศตั้งแต่ในวัยรุ่น มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าสตรีที่รักนวลสงวนตัวถึง 3 เท่า” ทั้งนี้เพราะปากมดลูกที่ได้รับการกระตุ้นจากน้ำอสุจิที่แปลกปลอมจากชายหลายคน คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

    การป้องกันมะเร็งปากมดลุก งดเว้นการสำส่อนทางเพศ การป้องกันการติดเชื้อ HPV ที่อาจติดมาจากสามี หากติดเชื้อเหล่านี้ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็วก่อนที่เชื้อจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเซลล์ปากมดลูก หญิงที่แต่งงานแล้ว มีบุตรแล้ว หรือยังไม่มีบุตร เมื่ออายุเข้า 30 ปี ค่อนไปทาง 40 ปี ควรได้รับ การตรวจมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก็จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือถ้าแม้เกิดโรคก็เป็นเพียงระยะเริ่มแรกที่รักษาให้หายขาดได้ มะเร็งปากมดลูกที่เริ่มก่อตัวหากปล่อยไว้ให้ลุกลามไปถึงอุ้งเชิงกราน ต่อมน้ำเหลือง กระเพาะปัสสาวะ การรักษาก็อาจไม่ทันการแล้ว การป้องกันต้องหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีตกขาวเป็นน้ำใส มีกลิ่น มีเลือดปน

    การรักษามะเร็งปากมดลูก การแพทย์แผนปัจจุบัน

    มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 รักษาโดยการผ่าตัด เอามดลูก ปีกมดลูก ท่องรังไข่ รังไข่ทั้งสองข้าง พร้อมกับต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออก

    มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2 การรักษาโดยการผ่าตัดเป็นส่วนน้อย เพราะทำได้ยาก โรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดมีมาก จึงมักนิยมส่งคนไข้ไปรับการฉายแสงและฝังแร่ เพราะจะปลอดภัยกว่า

    มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 3 – 4 การรักษาโดยการฝังแร่เพียงอย่างเดียว เพราะเชื้อมะเร็งได้กระจายไปไกล ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ ในบางรายอาจได้รับการรักษาโดยวิธีเคมีบำบัด

    สรุปการรักษามะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน 1. การผ่าตัด 2. รังสีรักษา 3. เคมีบำบัด

    ในระยะเริ่มแรก อาจจี้ด้วยแสงเลเซอร์ หรือการตัดปากมดลูก แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่ามะเร็งจะไม่กลับมาอีก ถ้ายังคงมีการปฏิบัติตัวซ้ำแบบเดิม


    [กลับไปเมนูด้านบน]

    หมายเหตุ บทความและข้อมูลทั้งหมดในเวปไซต์ http://www.chlorophyll.tht.in มีขึ้นเพื่อเป็นความรู้โดยทั่วไปกับผู้ที่สนใจเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อทดแทนการเข้ารับการรักษาจากแพทย์หรือผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องทางการแพทย์อื่นๆได้ โรคหลายโรคเป็นโรคที่อันตรายจึงควรใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจุบันควบคู่กับแนวทางของธรรมชาติบำบัด

    อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

    คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เต็มช่วยคุณได้อย่างไร ?
    พลังสีเขียวจากธรรมชาติ ทำไมเราจึงเจ็บป่วย ? คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 %
    ประสิทธิภาพคลอโรฟิลล์ต่อโรค การฟื้นฟูบำบัดโรคต่างๆ วิธีธรรมชาติของชาวฮันซา (Hanza)
    คลอโรฟิลล์ที่ทางการแพทย์ทั่วโลกยอมรับ ผลิตภัณฑ์แองเจิ้ล (Angel) ***สินค้าของเรา***
    ประวัติ Dr. Hans Fischer สมัครสมาชิกได้ประโยชน์อย่างไร ? ขั้นตอนการชำระเงิน
    บรรยายพิเศษเรื่องธรรมชาติบำบัด กรอกข้อมูลสมาชิก เกี่ยวกับเรา
    บริษัท ดีซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ติดต่อเรา คำถามที่พบบ่อย
    ประสบการณ์ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์กระดานข่าวและสาระน่ารู้ วิธีสังเกตุคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 %
    Download เอกสารแผ่นพับ แผนการตลาดของบริษัท สอบถามผลิตภัณฑ์ติตต่อ คุณเขมจิรา
    โทร. 086-0366174 ทุกวัน


    Copyright @ 2007 All rights reserved. www.chlorophyll.tht.in ทีมงานบ้านสมุนไพรชัยมงคล คุณเขมจิรา จิตมงคล